วันเสาร์ที่ 3 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2567

การประเมินพัฒนาการทางด้านร่างกาย อารมณ์-จิตใจ สังคม และสติปัญญาของเด็กปฐมวัยทั้ง 11 กลุ่ม

 

สรุปความรู้จากการนำเสนอกลุ่มที่ 1

การประเมินพัฒนาการด้านร่างกาย :สุขภาพอนามัย (การเจริญเติบโต ภาวะโภชนาการ สุขนิสัย)

ของเด็กปฐมวัย

การนํา เสนอเทคนิควิธีและ เครื่องมือที่ใช้ในการประเมิน

พัฒนาการของเด็กปฐมวัย

พัฒนาการคือ กระบวนการเปลี่ยนแปลงลักษณะและพฤติกรรมที่มีทิศทางและรูปแบบที่แน่นอน จากช่วงระยะเวลาหนึ่งไปสู่อีกระยะหนึ่งผ่านกระบวนการเรียนรู้ จนสู่วุฒิภาวะซึ่งก็คือการบรรลุถึงขั้นการเจริญเติบโตอย่างเต็มที่ของบุคคลในระยะใดระยะหนึ่งและพร้อมที่จะทํา กิจกรรมอย่างนั้นทํา ให้เพิ่มความสามารถของบุคคลให้ทํา หน้าที่ต่างๆได้อย่างมีประสิทธิภาพและสามารถทํา หน้าที่ที่สลับซับซ้อนยุ่งยากได้ตลอดจนเพิ่มทักษะใหม่และความสามารถในการปรับตัวต่อภาวะใหม่ของบุคคลผู้นั้น

ลักษณะของพัฒนาการของเด็ก แบ่งได้หลายแบบ 4 ด้านใหญ่ๆ

1. พัฒนาการด้านร่างกาย (Physical Development)เป็นความสามารถของร่างกายในการทรงตัวและการเคลื่อนไหว โดยการใช้กล้ามเนื้อมัดใหญ่(Gross Motor Development) เช่น วิ่ง, กระโดด,ปีนป่าย และการใช้กล้ามเนื้อมัดเล็ก มือและตา

2.พัฒนาการด้านสติปัญญา(CognitiveDevelopment)เป็นความสามารถในการเรียนรู้ความสัมพันธ์ระหว่างสิ่งต่างๆกับตนเองเป็นกระบวนการทางจิตใจ(mental processes)ที่เราใช้คิด เรียนนรู้ หาเหตุผล แก้ไขปัญหา

3. พัฒนาการด้านอารมณ์ (Emotional Development)เป็นความสามารถในการแสดงความรู้สึกและควบคุมการแสดงออกของอารมณ์อย่างเหมาะสม ในอารมณ์ต่างๆ เช่น ยิ้ม, ร้องไห้, หัวเราะ, กลัว,เศร้า, เสียใจ, โกรธ

4. พัฒนาการด้านสังคม (Social Development)เป็นความสามารถในการสร้างสัมพันธภาพกับผู้อื่นเข้าใจผู้อื่น(personal-social)สามารถช่วยเหลือตนเองในชีวิตประจําวัน(self help, self care)และรู้จักผิดชอบชั่วดี

ภาวะสุขภาพ

หมายถึง การดํารงชีพของบุคคลอย่างมีสุขทั้งกาย และ จิตใจอาจกล่าวได้ว่ามิใช่เพียงไม่มีโรคภัยไข้เจ็บแต่รวมถึงการมีชีวิตที่มีร่างกายแข็งแรง จิตแข็งแรง มีความสุขอยู่ในสังคม โลกในปัจจุบัน

การเจริญเติบโตและพัฒนาการ

เด็กวัย 3-6 ปีอยู่ในระยะเด็กวัยก่อนเรียนหรือวัยอนุบาล(preschool)เป็นวัยที่เรียรีนรู้สิ่งแวดล้อมได้มาก พัฒนาการด้านต่าง ๆ ก้าวหน้าขึ้นมากและมีสังคมกว้างขึ้นจากเดิมที่อยู่กับพ่อแม่เป็นหลักเป็นการอยู่ร่วมกับครูและเพื่อนที่โรงเรียนดังนั้น ครูจึงเป็นอีกบุคคลหนึ่งที่มีความสําคัญในการส่งเสริมพัฒนาการเด็กวัยนี้ นอกเหนือจากพ่อแม่หรือบุคคลใกล้ชิดในครอบครัว

การเจริญเติบโตและพัฒนาการ

1.ด้านร่างกาย1.ด้านร่างกายเด็กจะเติบโตเป็นไปอย่างสม่ำ เสมอ โดยเฉลี่ยมีน้ำ หนักตัวเพิ่มขึ้นปีละ 2-2.5 กิโลกรัม และมีส่วนสูงเพิ่มปีละ 6-8 เซนติเมตรอายุ 3 ปี เด็กสามารถยืนขาเดียวได้ชั่วครู่ วิ่งแล้วหมุนตัวได้โดยไม่ล้ม ขึ้นบันไดสลับเท้าได้ ขี่จักรยานสามล้อ เมื่ออายุ 4 ปี เด็กจะสามารถกระโดดขาเดียว เดินลงบันไดสลับเท้าได้ ปีนต้นไม้ และเมื่ออายุ 5 ปี จะสามารถกระโดดสลับเท้า กระโดดข้ามสิ่งกีดขวางเตี้ยๆ ได้ เดินต่อเท้าเป็นเส้นตรงได้โดยไม่ล้ม อายุ 6 ปี เดินบนส้นเท้าใช้ 2 มือรับลูกบอลที่โยนมา และกระโดดไกลได้ประมาณ12ซม.

2. ด้านความคิด การเรียนรู้ช่วงวัยนี้เป็นวัยที่เด็กมีจินตนาการและมีความคิดริเริ่มสร้างสรรค์อยากรู้อยากเห็น กระตือรือร้นสามารถแยกแยะความแตกต่างของสิ่งต่าง ๆจัดกลุ่มของสัตว์และรูปทรง เมื่อถึงตอนกลางของช่วงวัยนี้เด็กจะสามารถมีความคิดรวบยอดด้านพื้นฐานจํานวนและตัวเลข เด็กวัยนี้จะแก้ปัญหาต่างๆด้วยสิ่งที่รับรู้และจินตนาการของตนเองโดยยังไม่รู้จักคิดไตร่ตรองอย่างรอบด้าน การแก้ปัญหาของเขาจึงเป็นแบบลองผิดลองถูก และเรียนรู้จากผลของการกระทํา ดังนั้นหากพ่อแม่หรือครูสนับสนุนและให้โอกาสเด็กได้ทดลองแก้ปัญหาด้วยตนเอง โดยคอยให้คําแนะนํา

3. ด้านการพูดและการสื่อสารเด็กวัยอนุบาลมีพัฒนาการทางภาษาอย่างต่อเนื่องและซับซ้อนขึ้นจากวัยเตาะแตะ ในช่วงสิ้นสุดวัยอนุบาล เด็กจะสามารถเข้าใจคํา พูดของผู้ใหญ่ได้เกือบทั้งหมด รู้จักสี จํานวน และเปรียบเทียบขนาดเล็ก-ใหญ่ จํานวนมาก-น้อย พื้นผิวที่แตกต่างกัน เช่น เรียบ-ขรุขระ นิ่ม-แข็ง ได้

4. ด้านอารมณ์เด็กจะรู้จักและแสดงอารมณ์หลากหลายทั้งอารมณ์รัก พอใจ เสียใจทุกข์ใจ เศร้า อิจฉา กังวลกลัว โกรธ ก้าวร้าว เมื่ออายุ 4 ปีขึ้นไป เด็กจะเริ่มเข้าใจอารมณ์ความรู้สึกของผู้อื่นในสถานการณ์ต่าง ๆโดยการอ่านท่าทีและน้ำ เสียง เช่น รู้ว่าน้องรู้สึกเสียใจที่ไม่ได้เล่นของเล่น เริ่มแสดงความเห็นอกเห็นใจผู้อื่น จะปรับเปลี่ยนอารมณ์และระงับอารมณ์ของตนได้บ้าง รอคอยได้นานขึ้น ปลอบตนเองและคนอื่นเป็นความกลัวที่จะการแยกจากพ่อแม่และความกลัวคนแปลกหน้าจะน้อยลงเมื่อเทียบกับวัย 1-2 ปี สามารถแยกจากแม่ได้นานขึ้นและสร้างความผูกพันกับบุคคลอื่นได้

5. ด้านสังคมเด็กวัยนี้เริ่มมีความสนใจและอยากมีส่วนร่วมในการเล่นกับเด็กอื่นอย่างไรก็ตาม ในระยะแรกของช่วงวัยนี้ เด็กอาจยังทํา ได้ไม่ดีนัก เพราะยังมีความเอาแต่ใจตนเอง และอาจยังไม่สามารถเล่นตามกฎหรือรืกติกาจึงยังคงเห็นพฤติกรรมหวงของแย่งของตีตนเองหรือตีผู้อื่นเมื่อเกิดความไม่พอใจ หรือใช้คําพูดที่ไม่ถูกต้องเหมาะสม

6. ด้านจริยธรรมเพิ่มมการเรียนรู้เรื่องคุณธรรมของเด็กวัย3-6 ปี จึงเป็นการเรียนรู้จากพ่อแม่และครูโดยตรง ได้ทั้งจากการจงใจและไม่จงใจสอน พราะเด็กจะเป็นผู้สังเกตการณ์ที่ยอดเยี่ยม และเลียนแบบผู้ใหญ่โดยไม่รู้ตัว สิ่งที่พ่อ

แม่และครูปฏิบัติทุกๆวัน

 

7. พัฒนาการทางเพศเด็กวัย 3-6 ปี จะเข้าใจว่าตนเองเป็นเพศใด สามารถแยกความแตกต่างของลักษณะและบทบาทของแต่ละเพศได้นอกจากนี้ยังเริ่มเข้าใจว่าเพศเป็นสิ่งที่ติดตัวถาวร ไม่เปลี่ยนแปลงตามลักษณะภายนอกหรือการแต่งกาย เช่น เมื่อเด็กเห็นผู้หญิงที่ไว้ทรงผมสั้นคล้ายผู้ชายและใส่กางเกง เด็กก็ยังสามารถบอกได้ว่า ผู้ที่เขาเห็นเป็นผู้หญิง ไม่ใช่ผู้ชายวัย 6 ปี เด็กจะยอมรับเพศของตนและแสดงบทบาททางเพศที่เหมาะสมจึงมีผลยิ่งกว่าคํา พูดสั่งสอน

ภาวะสุขภาพของเด็กปฐมวัยการส่งเสริมสุขภาพ

อาหาร

การออกกํา ลังกาย

การดูแลสุขภาพช่องปากและฟัน

วัคซีน

การป้องกันอุบัติเหตุอันตราย

การประเมินการเจริญเติบโตของเด็ก

การเติบโต (growth) หมายถึงการเปลี่ยนแปลงด้านขนาดของร่างกาย และอวัยวะซึ่งเกิดจากการเพิ่มจํานวนเซลล์ การเพิ่มขนาดของเซลล์และ matrix จึงสามารถประเมินการเติบโตได้โดยการชั่งน้ำ หนักวัดความยาวหรือส่วนสูง ความหนาเส้นรอบวง เปรียบเทียบ สัดส่วน และจํานวนฟัน เป็นต้น

1.1   การซักประวัติการเจริญเติบโต

1.2 การประเมินการเจริญเติบโต และการแปลผล ดัชนีของการเจริญเติบโตในเด็กที่ใช้ทั่วไป ได้แก่1.2.1 น้ำหนัก (แรกเกิด 3 kgs 1 ปี x 3, 3 ปี x 4, 5 ปี x 6) หรือ(อายุเป็นปี x 2 + 8kgs)น้ำหนักตัวที่เหมาะกับอายุอย่างคร่าว ๆ

การประเมินพัฒนาการ

การประเมินพัฒนาการ หมายถึง กระบวนการศึกษาข้อมูลคุณลักษณะหรือ

ความสามารถในด้านต่างๆของเด็กเล็กในแต่ละช่วงวัยการประเมินพัฒนาการทางด้านร่างกาย อารมณ์ จิตใจ สังคม และสติปัญญาของเด็กโดยถือเป็นกระบวนการต่อเนื่อง และเป็นส่วนหนึ่งของกิจกรรมปกติที่จัดให้เด็กในแต่ละวัน

ควรยึดหลักดังนี้

1. ประเมินพัฒนาการของเด็กครบถ้วนทุกด้านและนำผลมาพัฒนาเด็ก

2. ประเมินเป็นรายบุคคลอย่างสม่ำเสมอต่อเนื่องตลอดปี

3. สภาพการประเมินควรมีลักษณะเช่นเดียวกับการปฏิบัติกิจกรรมประจําวัน

4. ประเมินอย่างเป็นระบบ มีการวางแผน เลือกใช้เครื่องมือและจดบันทึก

5. ประเมินตามสภาพจริง

การประเมินด้านพัฒนาการภาวะสุขภาพ

สุขภาพอนามัย เป็นตัวชี้วัดที่แสดงคุณภาพชีวิตของเด็ก โดยการพิจารณาความสะอาด สิ่งผิดปกติของร่างกายที่จะส่งผลต่อการดําเนินชีวิตและการเจริญเติบโตของเด็กในการประเมินครั้งนี้จะประเมินสุขภาพอนามัย 9 รายการ

รายการประเมินสุขภาพอนามัย

1. ผมและศีรษะ

2. หูและใบหู

3. มือและเล็บมือ

4. เท้าและเล็บเท้า

5. ปาก ลิ้น และฟัน

6. จมูก

7. ตา

8. ผิวหนังและใบหน้า

9. เสื้อผ้า

เกณฑ์การประเมินมี 3 ระดับ

ระดับ 3 สะอาด

ระดับ 2 พอใช้

ระดับ 1 ปรับปรุง / สกปรก

 ภาพการเข้าร่วมกิจกรรม






 

 

สรุปความรู้จากการนำเสนอกลุ่มที่ 2

การประเมินพัฒนาการด้านร่างกาย : ทักษะกลไก การเคลื่อนไหว การใช้กล้ามเนื้อใหญ่ ของเด็กปฐมวัย

การนํา เสนอเทคนิควิธีและ เครื่องมือที่ใช้ในการประเมิน

ความหมายพัฒนาการทางด้านร่างกาย

พัฒนาการทางด้านร่างกายสำหรับเด็กหมายถึง การเจริญเติบโตทางด้านต่างๆของร่างกายและการพัฒนาทางกายภาพให้มีความสามารถในการเคลื่อนไหวรักษาความสมดุลของร่างกาย

พัฒนาการด้านร่างกายนี้สามารถแบ่งออกเป็น2ด้านคือ

1.พัฒนาการทางด้านปริมาณได้แก่ การเจริญเติบโตทางด้านร่างกายเช่น ส่วนสูง ตัวโตขึ้น

2. พัฒนาการทางด้านคุณภาพได้แก่ ความสมารถในการเคลื่อนไหวส่วนต่างๆ เช่น การนั่ง การยืน การเดิน

การประเมินการเจริญเติบโตทางด้านร่างกายพิจารณาจาก

1)นํ้าหนักตัว

2)ความยาวหรือความสูง

3)กาขึ้นของฟัน

4)การเจริญเติบโตของอวัยวะเพศ

การสังเกตและบันทึกพฤติกรรมมี2แบบคือ

1.การสังเกตอย่างเป็นทางการหรือการสังเกตอย่างมีระเบียบเป็นการสังเกตอย่างมีจุดมุ่งหมาย

2.การสังเกตอย่างไม่เป็นทางการ เป็นวิธีที่ผู้ปกครองส่วนมากเฝ้าดูแลและสังเกตการเล่นของเด็ก

วิธีบันทึกข้อมูลและการแปลความ

-สังเกตพฤติกรรมของเด็กตามรายการในแบบบันทึกกรอกข้อมูล

-นำข้อมูลที่บันทึกเปรียบเทียบซึ่งเป็นความสามารถตามวัยจะช่วยทราบว่าเด็กมีพฤติกรรมตามวัยก้าวหน้าหรือช้า

-ในกรณีที่เด็กมีพฤติกรรมอื่นที่น่าสนใจนอกเหนือจากพฤติกรรมตามวัยที่ระบุไว้ในแบบบันทึกข้อมูล

 ภาพการเข้าร่วมกิจกรรม




สรุปความรู้จากการนำเสนอกลุ่มที่ 3

การประเมินพัฒนาการด้านร่างกาย : ทักษะการใช้กล้ามเนื้อเล็กและประสาทสัมพันธ์ ของเด็กปฐมวัย

การนํา เสนอเทคนิควิธีและ เครื่องมือที่ใช้ในการประเมิน

 

กล้ามเนื้อมัดเล็กเป็นอวัยวะที่สำคัญหนึ่งในการประกอบ กิจวัตรประจำวันด้วยตนเอง เช่นการใส่ - ถอดกระดุม รูดชิป การแปรงฟัน ผูกเชือกรองเท้า งานศิลปะ รวมทั้งการขีดเขียน ถ้าเด็กใช้กล้ามเนื้อเล็กได้ คล่องแคล่ว จะช่วยส่งเสริม พัฒนาการด้านต่างๆ เช่น ด้านสติปัญญาให้ดีขึ้นเพราะกล้าม เนื้อมัดเล็กมีส่วนทำให้ เด็กได้ใช้มือสำรวจ สังเกต จากการ สัมผัสจับต้องในทุก ๆกิจกรรม

หลักการประเมินกล้ามเนื้อมัดเล็กของเด็กปฐมวัย

สุจินดา ขจรรุ่งศิลปิน (2542: 192-205) กล่าวถึงแบบบันทึกพัฒนาการเด็ก 3 - 6 ปี และพัฒนาการ ทางด้านร่างกายกล้ามเนื้อมัดเล็กประกอบไปด้วย

1. การทำงานประสานกันระหว่างตากับมือ

1.1 ใช้หมุดลงในกระดานหมุด

1.2 ร้อยลูกปัด

2. ทำงานด้วยกล้ามเนื้อมัดเล็ก

2.1 หั่นกล้วยด้วยมีดพลาสติก

2.2 วางบล็อกแต่ละชื้นในตำแหน่งที่ต้องการได้

3. การใช้กล้ามเนื้อมัดเล็กช่วยเหลือตนเอง

3.1 สามารถใช้อุปกรณ์ในการรับประทานอาหาร

3.2 เทของเหลวโดยไม่หก

3.3 ติดกระดุมและรูดซิปได้

4. การใช้อุปกรณ์ในการเขียน การวาดภาพ และการระบายสี

4.1 ขีดเขียนเส้นและรูปทรงที่หลากหลายในการวาดภาพ แมคกาฬและลีออง

การประเมินการด้านกล้ามเนื้อเล็กของเด็กปฐมวัย ควรสังเกตลักษณะต่างๆ ต่อไปนี้

4.1.1 ความคล่องแคล่ว (Dexteriy) โดยดูที่ระดับความชำนาญในการใช้มือและนิ้วเด็กควรจะ สามารถใช้นิ้วได้อย่างคล่องแคล่วมือข้างใดข้างหนึ่งหรือนิ้วข้างใดข้างหนึ่ง อาจจะมีความคล่องแคล่วมากกว่า อีกข้างหนึ่งหรือนิ้วอื่นๆ

4.1.2. ความอ่อนตัว (Flexibility) เป็นความสามารถในการเคลื่อนไหวนิ้วและมือได้เต็ม ขีดจำกัดของการเคลื่อนไหวนั้นๆ นิ้วและมือควรจะเคลื่อนไหวได้อย่างคล่องแคล่วไม่แข็งที่

4.1.3. ความถูกต้องและความสามารถในการควบคุม (Precision andControl)เด็กควรจะ สามารถควบคุมการใช้กล้ามเนื้อนิ้ว และมีอได้ทั้งนี้โดยขึ้นอยู่กับสถานการณ์ที่กำหนดให้เช่น การระบายสีไ ภาพใหญ่และการระบายสีในภาพเล็กเป็นต้น

4.1.4. การประสานกัน (Coordination) การใช้กล้ามเนื้อมือทั้งสองและนิ้วควรมีกา ประสานสัมพันธ์กัน เช่น ในการตัดกระดาษ มือข้างที่ถือกระดาษและมือข้างที่ถือกรรไกรควรทำงาน ประสานกัน เป็นต้น

4.1.5. การรวมกันของการรับรู้ด้านประสาทสัมผัส(Sensoryperceptualintegration) เป็น การประสานกันระหว่างการรับรู้ด้านประสาทสัมผัสและการใช้กล้ามเนื้อเล็ก เช่น การตัดรูปภาพ การวาดรูป ตามแบบ การวาดรูปตามรอยปะ เป็นต้น

เทคนิคและวิธีการประเมินพัฒนาการด้านร่างกาย (กล้ามเนื้อมัดเล็ก)

การวัดผลและประเมินผลพัฒนาการและการเรียนรู้ของเด็กปฐมวัย สามารถใช้วิธีการต่างๆปแบบ การรวบรวม

ข้อมูขึ้นอยู่กับลักษณะและประเภทของข้อมูลที่ต้องการเหมาะสมและนิยมใช้ในการประเมินพัฒนาการเด็กปฐมวัยแนวใหม่ มีด้วยกันหลายวิธีดังต่อไปนี้

แบบบันทึก (Anecdotal records)

แบบบันทึก เป็นเครื่องมือชนิดหนึ่งที่ใช้ในการบันทึกพฤติกรรมหรือเหตุการณ์ต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับเด็กปฐมวัยที่เกิดขึ้นในช่วงเวลาหนึ่งๆ เช่น บันทึกการพัฒนาของเด็ก บันทึกการเจริญเติบโตของเด็ก บันทึกระยะเวลาที่ต้องการทำการฉีดยาองกันโรคต่าง ๆ

การใช้แบบทดสอบ (Test) เกณฑ์การเลือกแบบทดสอบ

วรรณาดี ม้าลาพอง (2525: 55) กล่าวถึง เกณฑ์ในการเลือกแบบทดสอบไว้ ดังนี้

1. ความจำเป็นของการใช้แบบทดสอบ

2. ลักษณะของข้อมูลที่ต้องการ

3. ความเชื่อถือได้ และความเที่ยง ของแบบทดสอบ

4. ความเหมาะสมและความสะดวกที่จะนำไปใช้ ความเหมาะสมและความสะดวกที่จะนำไปใช้ ประเภทของแบบทดสอบ

ดวงเดือน ศาสตร์ภัท (2548: 309 กล่าวว่า แบบทดสอบในระดับอนุบาลแย่งออกได้เป็น 2 ประเภทคือ

1.แบบทดสอบที่ครูสร้างขึ้น (Teacher -made)

2.แบบทดสอบมาตรฐาน (Standardized test)

     การใช้แบบประเมินพัฒนาการหรือแบบตรวจสอบรายการ (Checklist)

แบบตรวจสอบรายการ เป็นชุดของข้อความที่แสดงรายการหรือพฤติกรรมของเด็กเพื่อให้ครูทำการตรวจสอบหรือสำรวจดูว่ารายการหรือพฤติกรรมที่ต้องการสำรวจมีอยู่หรือไม่ แบบตรวจสอบรายการเหมาะสมสำหรับนำมาใช้เป็นเครื่องมือประเมินการปรับตัวทางสังส้มของเด็กปฐมวัย นอกจากนี้ยังเหมาะสำหรับนำมาใช้ในการประเมินวิธีดำเนินงานและประเมินผลผลิตจากการปฏิบัติของเด็กอีกด้วยแบบตรวจสอบรายการส่วนใหญ่จะถูกนำไปใช้เป็นเครื่องมือประกอบการสังเกตว่ามีเหตุการณ์ หรือพฤติกรรมตามที่กำหนดไว้ในรายการหรือไม่ โดยให้ผู้ใช้ทำเครื่องหมาย ( ) ลงหน้าช่องที่ต้องการ ข้อดีของการใช้ ประหยัดเวลา บันทึกข้อมูลรวดเร็ว ยืดหยุ่นได้สะดวกต่อการทบทวน วิเคราะห์และตีความข้อมูลสามารถทำต่อเนื่องได้ ไม่รับซ้อน และสามารถติดตามความก้าวหน้า - พัฒนาการได้ในช่วงระยะเวลาหนึ่งข้อจำกัดของการใช้ประเมินได้ในวงพฤติกรรมที่จำกัด ต้องทบทวนสะท้อนความคิด วิเคราะห์และตีความข้อมูลอย่างระมัดระวัง ไม่สามารถประเมินพฤติกรรมที่ซับซ้อนได้

 ภาพการเข้าร่วมกิจกรรม

 





สรุปความรู้จากการนำเสนอกลุ่มที่ 4

การประเมินพัฒนาการด้านอารมณ์-จิตใจ : ลักษณะของอารมณ์ พื้นอารมณ์คุณธรรมจริยธรรม (ต่อตนเอง)ของเด็กปฐมวัย

การนํา เสนอเทคนิควิธี และเครื่องมือที่ใช้ในการประเมิน

 

ความสำคัญพัฒนาการด้านอารมณ์-จิตใจของเด็กปฐมวัย

 วัยอนุบาลเป็นช่วงเวลาสำคัญที่สุดช่วงหนึ่ง เพราะเป็นช่วงเวลาที่เด็กเรียนรู้เรื่องต่างๆมากที่สุดในชีวิตเด็กจะเติบโตเป็นผู้ใหญ่เช่นไรในอนาคตขึ้นอยู่กับการเลี้ยงดูในช่วงนี้เป็นช่วงที่หล่อหล่อมลักษะพิเศษของแต่ละคน

หลักการประเมินพัฒนาการด้านอารมณ์-จิตใจของเด็กปฐมวัย

การประเมินพัฒนาเด็กอายุ3-6ปี เป็นการประเมินพัฒนาการทางด้านร่างกาย อารมณ์ จิตใจ สังคมและสติปัญญาของเด็ก โดยถือเป็นการบวนการต่อเนื่องและส่วนหนึ่งของกิจกรรมปกติที้จัดให้เด็กในแต่ละวัน

 การประเมินพัฒนาการ ควรยึดหลัก ดังนี้

1.วางแผนการประเมินอย่างเป็นระบบโดยเริ่มจากต้นจากการศึกษาหลักสูตรการศึกษาปฐมวัย

2.ประเมินพัฒนาการเด็กครบทุกด้านซึ้งต้องสอดคล้องและครอบคลุมมาตรฐาน

3.ประเมินพัฒนาการเด็กเป็นรายบุคคลอย่างสมํ่าเสมอ

4.ประเมินพัฒนาการตามสภาพจริงจากกิจกรรมประจำวัน

5.สรุปผลการประเมินจัดทำข้อมูลและนำผลประเมินไปใช้พัฒนาเด็กเป็นรายบุคคล

ขอบเขตของการประเมินพัฒนาการ

หลักสูตรการศึกษาปฐมวัยพุทธศักราช 2560 ได้กำหนดเป้าหมายคุณภาพของเด็กปฐมวัยเป็น มาตรฐาน คุณลักษะที่พึ่งประสงค์ซึ่งถือเป็นคุณภาพลักษณะที้พึ่งประสงค์ซึ่งถือเป็นคุณภาพลักษณะที่พึ่งประสงค์ทีต้องการให้เกิดขึ้นกับตัวเด็กเมื่อจบหลักสูตร

ประเมินพัฒนาการประกอบด้วย

1.สิ่งที่จะประเมิน พัฒนาการด้านอารมณ์ จิตใจ ประกอบด้วย1มาตรฐานคือมาตรที่3 มีสุขภาพจิตดีและมีความสุข

-แสดงอารมณ์อย่างเหมาะสม

-ร่าเริงแจ่มใส

-มีความรู้สึกที่ดี

-มีความมันใจ

-พึงพอใจในตนเอง

มาตรฐานที่4

ชื่นชมและแสดงออกทางศิลปะ ดนตรี และการเคลื่นไหว

-สนใจและมีความสุขกับศิลปะ

-รักออกกำลังกาย

 

มาตรฐานที่5

มีคุณธรรม จริยธรรม

-มีวินัยในตนเอง

-จัดเก็บของเล่น ของใช้เข้าที่

-ซื่อสัตย์สุจริต

2.วิธีและเครื่องมือที่ใช้ในการประเมินด้านอารมณ์จิตใจประกอบด้วย

การประเมินความสามารถในการแสดงออกทางอารมณ์อย่างเหมาะสมกับวัยและสถานการณ์ความรู้สึกที่ดีต่อตนเองและผู้อื่น มีความรู้สึกเห็นอกเห็นใจผู้อื่นความสนใจ ความสามารถ และมี ความสุขในการทำงานศิลปะ ดนตรี และการเคลื่อนไหว

ความรับผิดชอบในการทำงาน

การประเมินพัฒนาการ

-ศึกษาและทำความเข้าใจพัฒนาการของเด็ก

-วางแผนเลือกวิธีการและเครื่องมือที่เหมาะสม

-ดำเนินการประเมินและบันทึกพัฒนาการหลังจากที่ได้วางแผน

-รายงานผล เมื่อได้ผลจากการประเมินและสรุปพัฒนาการของเด็ก

-การให้ผู้ปกครองมีส่วนร่วม

3.เกณฑ์การประเมินพัฒนาการด้านอารมณ์

การสร้างเกณฑ์ หรือพัฒนาเกณฑ์หรือกำหนดเกณฑ์การประเมินพัฒนาการของเด็กปฐมวัย

1.การวางแผนการสังเกตพฤติกรรมของเด็กอย่างเป็นระบบ

2. ในกรณีในห้องมีนักเรียนจำนวนมาก ผู้สอนอาจเลือกสังเกตเฉพาะเด็กที้ทำได้ดีแล้ว

3.ผู้สอนต้องสังเกตจากพฤติกรรมคำพูดการปฎิบัติตามขั้นตอนในระหว่างการทำงาน ร่องรอยที่นำมาใช้พิจารณาตัดสินผลของการทำงานหรือปฎิบัติอย่างเช่น

1)เวลาที่ใช้ในการทำกิจกรรม

2)ความต่อเนื่อง

3)ความสัมพันธ์ถ้าการทำงานปฎบัตินั้นๆ

4)ความภูมิใจ ถ้าเด็กยังไม่ชื่นชมก็จะทำงานเพียงให้แล้วเสร็จอย่างรวดเร็ว

 

เทคนิควิธีเหมาะสมในการประเมินพัฒนาการด้านอารมณ์-จิตใจ

การประเมินพัฒนาการณ์และการเรียนรู้เป็นสิ่งที่ควรเกิดขึ้นควบคู่ไปกับการจัดประสบการณ์ตามปกติในกิจวัตรประจำวัน ครูควรประเมินอย่างต่อเนื่องและเป็นระบบ จะสามารถใช้หลักสูตรและจัดประสบการณ์ได้อย่างเหมาะสมกับวัยและความแตกต่างระหว่างบุคคลของเด็ก

 ภาพการเข้าร่วมกิจกรรม

 





สรุปความรู้จากการนำเสนอกลุ่มที่ 5

การประเมินพัฒนาการด้านสังคม : การเรียนรู้ทางสังคม/ทักษะทางสังคม/พฤติกรรม/ความสามารถทางสังคม ของเด็กปฐมวัย

การนํา เสนอเทคนิควิธี และเครื่องมือที่ใช้ในการประเมิน

การเรียนรู้ทางสังคมของเด็กปฐมวัย

     ความหมายของการเรียนรู้ทางสังคมของเด็กปฐมวัยคือ การเรียนรู้ทางสังคม Social Learning หมายถึง

การเรียนรู้เงื่อนไขต่างๆ ในสังคม การเรียนรู้นี้ทำให้คนมีความรู้สึกนึกคิดและพฤติกรรมต่างๆ ตามที่สังคมนั้นๆ มีอยู่ ทำให้คนที่เติบโตในสังคมไทยมีความรู้สึกนึกคิดและพฤติกรรมแบบไทย และทำให้คนที่เติบโตในสังคมจีนมีความรู้สึกนึกคิดและพฤติกรรมแบบจีน

การพัฒนาสัมพันธภาพทางสังคม

     การพัฒนาสัมพันธภาพทางสังคมของเด็กปฐมวัย เป็นวัยที่เด็กมีการปรับตัวเรียนรู้พฤติกรรมทางสังคม สามารถสร้างความสัมพันธ์ระหว่างตนเองกับผู้อื่นได้ตามลำดับขั้นตอนของวัยและช่วงอายุ เด็กสามารถแสดงพฤติกรรมความรู้สึกที่เหมาะสมในสภาพแวดล้อมและสถานการณ์ต่างๆ ในชีวิตประจำวัน สามารถเล่นทำงาน และอยู่ร่วมกับผู้อื่นได้อย่างมีความสุข ซึ่งเป็นสิ่งสำคัญที่จะช่วยส่งเสริมให้เด็กเกิดการเรียนรู้และมีพัฒนาการทางสังคม

พัฒนาการด้านสังคม

     พัฒนาการทางสังคมช่วยให้คนเราได้เรียนรู้เข้าใจตนเองและผู้อื่น เพื่อการปรับตัวและสร้างสังคมที่จะอยู่ร่วมกันการเรียนรู้นี้เป็นกระบวนการปรับตัวทางสังคม จากการที่ทารกได้สัมผัสใกล้ชิดแม่และคนในครอบครัว

ทารกจึงพัฒนาไปสู่การรู้จักเพื่อนและคนอื่นได้ใช้ภาษา ได้เล่น ได้แสดงความรู้สึก ได้เรียนรู้ข้อตกลง กฎเกณฑ์ต่างๆ ของสังคมตามวัยแต่ละช่วงอายุ

พัฒนาการทางสังคมของเด็กวัยแรกเกิดถึง 1 ปี

    ด้านสังคม เด็กจะเริ่มหันหน้าเมื่อมีคนเรียกชื่อ ยิ้มให้คนอื่น เลียนแบบกิริยา ท่าทางของคน แสดงออกถึงการรับรู้อารมณ์และความรู้สึกของผู้อื่น ติดแม่ เข้าใจท่าทางและสีหน้าของคนอื่น กลัวคนแปลกหน้า

พัฒนาการทางสังคมของเด็กวัย 2 ปี

     ด้านสังคม เล่นร่วมกับผู้อื่น แต่ยังคงต่างคนต่างเล่นอยู่ เริ่มที่จะเล่นเป็นกลุ่มกับเด็กอื่นให้ความสนใจตนเองหรือยึดตนเองเป็นศูนย์กลาง ไม่ยอมแบ่งปันสิ่งของหรือของเล่นให้กับเด็กวัยเดียวกัน ช่วยเหลือตัวเองในเรื่องการเข้าห้องน้ำและแต่งตัวเองได้

พัฒนาการทางสังคมของเด็กวัย 3 ปี

     ด้านสังคม การสร้างความสัมพันธ์กับผู้อื่นยังไม่แน่นอนแล้วแต่อารมณ์ของเด็ก เด็กวัยนี้เป็นวัยที่ชอบเล่นคนเดียว หรือเล่นสมมุติมากกว่าจะเล่นกับคนอื่น รู้จักการรอคอย เริ่มปฏิบัติตามกฎกติกาง่าย ๆ รู้จักทำงานที่ได้รับมอบหมาย

พัฒนาการทางสังคมของเด็กวัย 4 ปี

  ด้านสังคม เริ่มเล่นร่วมกับผู้อื่นได้ แต่มักจะเป็นเพศเดียวกันกับตนมากกว่า มักโกรธกันแต่ไม่นานเด็กก็จะกลับมาเล่นกันอีก รู้จักการให้อภัย การขอโทษ มีความรับผิดชอบต่องานที่ได้รับมอบหมาย รู้จักเก็บของเล่นมีมารยาทในการอยู่ร่วมกัน

พัฒนาการทางสังคมของเด็กวัยระหว่าง 5 - 6 ปี

  ด้านสังคม เล่นกับเพื่อน โดยไม่เลือกเพศและสามารถฝึกกติกาง่ายๆในการเล่นได้ สามารถปฏิบัติกิจวัตรประจำวันได้ เล่นหรือทำงานโดยมีจุดหมายเดียวกัน รู้จักไหว้ทำความเคารพเมื่อพบผู้ใหญ่

ทักษะทางสังคมของเด็กปฐมวัย

    ทักษะทางสังคมเป็นทักษะหนึ่งที่สำคัญและจำเป็นทั้งในระดับบุคคล ครอบครัว ชุมชนและสังคม เป็นทักษะที่จำเป็นสำหรับบุคคลทุกเพศ

ทุกวัย เพื่อใช้ในการปฏิสัมพันธ์ ติดต่อสื่อสาร และการอยู่ร่วมกันของบุคคลในสังคม

ความสำคัญของทักษะทางสังคมของเด็กปฐมวัย

    ทักษะทางสังคมมีความสำคัญในการช่วยพัฒนาตัวบุคคล สังคม เพราะสังคมเป็นสิ่งที่ใกล้ตัวเรา มากที่สุด จึงมีความสำคัญทั้งต่อตัวบุคคลและส่วนรวม นอกจากนี้ยังส่งผลต่อพัฒนาการของเด็ก

ในการปรับตัวในด้านต่างๆ สังคมในอดีตและปัจจุบันส่งผลกระทบต่อร่างกายจิตใจรวมทั้งพฤติกรรมของเด็กช่วยให้เด็กรู้จักตนเอง และถ้าความต้องการของตนเองหรือแม้กระทั่งการปฏิบัติตัวอยู่ร่วมกันในสังคมอย่างสงบสุข

ลักษณะพฤติกูรรมทางสังคมของเด็กปฐมวัย

ที่เด็กแสดงออกนั้นเป็นการแสดงความรู้สึก เพื่อให้ผู้อื่นได้เข้าใจถึงความต้องการของตนเอง ทั้งการทำกิจกรรมร่วมกันเป็นกลุ่มการช่วยเหลือและการแบ่งปัน ลักษณะที่กล่าวมานี้ สามารถแสดงออกมาได้มากน้อยแตกต่างกันออกไปขึ้นอยู่กับช่วงอายุ การทำกิจกรรมร่วมกัน และการยอมรับของกลุ่มเพื่อน และบุคคลที่อยู่รอบตัวเด็กซึ่งเด็กจะแสดงพฤติกรรมด้านบวกเพิ่มมากขึ้น ในขณะที่ทำกิจกรรมร่วมกันกับกลุ่มเพื่อน

การส่งเสริมพฤติกรรมทางสังคมของเด็กปฐมวัยนั้น มีหลายวิธี ที่สามารถมีส่วนช่วยในการพัฒนาและส่งเสริมพฤติกรรมทางสังคมให้กับเด็กได้

อาทิเช่น การจัดสภาพแวดล้อม ให้เอื้อต่อการเรียนรู้ การจัดกิจกรรมเสริมประสบการณ์ต่างๆ รวมไปถึงการชมเชย ให้รางวัล เมื่อเด็กแสดงพฤติกรรมทางสังคมที่เหมาะสม ซึ่งวิธีเหล่านี้ สามารถสร้างพฤติกรรมทางสังคมที่พึงประสงค์ให้กับเด็กได้เป็นอย่างดี

เทคนิควิธีการประเมินผลพัฒนาการเด็กปฐมวัย

1. สังเกตพฤติกรรมเด็ก[OBSERVATION] แบบสังเกตพฤติกรรมเด็กปฐมวัยในการประเมินพัฒนาการของเด็กปฐมวัยนั้นแบบสังเกตนับว่ามีบทบาทสำคัญมาก เพราะครูจะต้องใช้สังเกตเด็กตลอดเวลาอย่างต่อเนื่อง และการสังเกตพัฒนาการก็คือการสังเกตพฤติกรรมของเด็กนั่นเอง เมื่อครูอยากทราบว่าเด็กมีพัฒนาการอย่างไร ผู้ประเมินจะต้องเทียบพฤติกรรมที่สังเกตหรือวัดได้กับเกณฑ์มาตรฐาน

2. การสัมภาษณ์ (INTERVIEW) แบบสัมภาษณ์เด็กปฐมวัย แบบสัมภาษณ์เป็นชุดของข้อคำถามเช่นเดียวกับแบบทดสอบ เพียงแต่แบบสัมภาษณ์ ผู้ตอบใช้การฟัง แบบสัมภาษณ์ใช้สอบถามความคิดเห็นความสนใจของเด็กปฐมวัย โดยทั่วไปแบบสัมภาษณ์

3. การเขียนบันทึกเกี่ยวกับตัวเด็ก (ANECDOTES] เป็นการเขียนเรื่องราวสั้นๆ เกี่ยวกับตัวเด็ก จากเหตุการณ์ที่มีความหมายต่อครูและเด็ก ครูอาจสังเกตจนกระทั่งเหตุการณ์ผ่านพ้นไปจึงบันทึก หรือจดบันทึกย่อๆ ขณะสังเกต ช่วยให้ครูพัฒนา ทักษะการเขียน เรียนรู้เกี่ยวกับตนเอง พัฒนาความรู้ ความเข้าใจเกี่ยวกับกระบวนการเรียนรู้ของเด็กได้ดีขึ้นมีความเข้าใจ

4. การใช้แบบประเมินผลพัฒนาการ / แบบสำรวจรายการ (CHECKLISTS]

- ตั้งวัตถุประสงค์ ต้องการศึกษาอะไร

- สร้างแบบสำรวจรายการ โดยใช้ทฤษฎีพัฒนาการเป็นหลัก

- ควรใช้ควบคู่กับแบบสังเกตพฤติกรรมอย่างเป็นระบบ

5. การเขียนบันทึก (JOURNAL]

- เป็นการบันทึกประสุมภารณ์ที่เกิดขึ้นในชั้นเรียน อาจเน้นเฉพาะเด็กที่ศึกษาหรือเฉพาะศูนย์การเรียนหนึ่งๆ

6. การทำสังคมมิติ (SOCIOGRAM) เครื่องมือประเมินความสัมพันธ์ในกลุ่มและความสัมพันธ์ทางสังคมของเด็กปฐมวัย แสดงรูปแบบความสัมพันธ์ระหว่าง บุคคลในกลุ่ม สะท้อนโครงสร้างของ

สังคมในห้องเรียน

7. การใช้แบบทดสอบ (TEST) แบบทดสอบ แบบทดสอบหรือแบบสอบ (TEST) เป็นชุดของคำถามที่สร้างขึ้นอย่างมีระบบใช้วัดพฤติกรรม พัฒนาการของเด็ก

ความรู้ และทักษะบางประการ เช่น แบบทดสอบวัดความสามารถในการใช้

กล้ามเนื้อเล็กและกล้ามเนื้อใหญ่

 




สรุปความรู้จากการนำเสนอกลุ่มที่ 6

การประเมินพัฒนาการด้านสังคม : การเล่น (ลักษณะการเล่น ระดับขั้นของการเล่น) ของเด็กปฐมวัย

การนํา เสนอเทคนิควิธี และเครื่องมือที่ใช้ในการประเมิน

 

ความสำคัญของพัฒนาการด้านสังคม

การพัฒนาการทางสังคมช่วยให้คนเราได้เรียนรู้และเข้าใจตนเองและผู้อื่นเพื่อการปรับตัวและสร้างสังคมที่จะอยู่ร่วมกันอย่างปกติสุขพัฒนาการด้านสังคมของทารกเมื่อแรกเกิดจะต้องคุดนมแม่ให้ได้เพื่อบรรเทาความหิวและช่วยให้ทารกจึงเรียนรู้ว่าในโลกนี้มีคนอื่นอยู่ด้วยและช่วยตอบสนองความต้องการของเขาได้ซึ่งการเรียนรู้นี้เป็นกระบวน

การปรับตั้วทางลังคน (Socialization process) จากการที่ทารคได้ส้มผัสใกล้ชิดแม่และคนในครอบครัวทารกจึงพัฒนาไปสู่การรู้จักเพื่อนและคนอื่นได้ใช้ภาษาได้เล่นได้แสดงความรู้สึกได้เรียนรู้ข้อตกลงกฎเกณฑ์ต่างๆของสังคมตามวัยแต่ละช่วงอายุพัฒนาการทางสังคมจึงมีความสำคัญ

คุณลักษณะตามวัยด้านสังคม

คุณลักษณะตามยเป็นความสามารถตามวัยหรือพัฒนาการตามธรรมชาติเมื่อเด็กมีอายุถึงวัยนั้นๆผู้สอนจำเป็นต้องทำความเข้าใจคุณลักษณะตามวยของเด็กอายุ แรกเกิด - 6 ปี เพื่อนำไป พิจารณาจัดประสบการณ์ให้เด็กแต่ละวัยได้อย่างถูกต้องเหมาะสมขณะเดียวกันก็ต้องลังเกตเด็กแต่ละคนซึ่งมีความแตกต่างระหว่างบุคคลเพื่อนำข้อมุลไปช่วยในการพัฒนาเด็กให้เต็มตามความสามารถและศักยภาพพัฒนาการเด็กในแต่ละช่วงอายุอาจเร็วหรือช้ากว่าเกณฑ์ที่กำหนดไว้และการพัฒนาจะเป็นไปอย่างต่อเนื่องถ้าลังเกตพบว่าเด็กไม่มีความก้าวหน้าอย่างชดเจนต้องพาเด็กไปปรึกษาผู้เชี่ยวชาญหรือแพทย์เพื่อช่วยเหลือและแก้ไข

ประเภทของการเล่น

การเล่นของเด็กมีความแตกต่างกันไปในแต่ละวัน เวลาและแต่ละบุคคล ตามสภาพการและความพอใจของเด็กนั่งนี้เนื่องจากการเล่นแต่ละชนิดให้ความสนใจหรือดึงดูดใจเด็กแตกต่างกันบางครั้งก็ชอบดูคนอื่นเล่นหรือบางครั้งก็

ชอบเล่นกิจกรรมที่ร่วมมือกับคนอื่นๆมีการผลัดเปลี่ยนวัตถุกันเล่นเด็กแต่ละคน มีโอกาส เล่นในแบบต่าง ๆ กัน ดังที่ ศรีเรือน แก้วกังวาล(2545 : 211-213)ได้ สรุปประเภทของการเล่นไว้ 7 ประเภท ดังต่อไปนี้

1.เล่นคนเดียว(อายุ1ขวบ)

2.เล่นสมมติ(2-3ขวบ)

3.เล่นเชิงสังคม(3-4ขวบ)

4.เล่น-ดูผู้อื่นเล่น

ร.ต่างคนต่างเล่น

6.เล่นร่วมกัน

7.เล่นแบบร่วมมือกัน(อายุ5-6ขวบ)

พัฒนาการเล่นของเด็กปฐมวัย

นักจิตวิทยาพัฒนาการได้แบ่งพัฒนาการทางสังคมผ่านการเล่น 4 แบบ ดังนี้

1. การเล่นคนเดียว (Solitary Play)

เป็นการเล่นขั้นแรกบองเด็กตั้งแต่แรกเกิด 1 2 ปี ซึ่งการเล่นของเด็กวัยนี้เป็นการเล่นเพื่อความรู้จัก และหาประสบการณ์กับสิ่งแวดล้อมรอบ ๆ ตัว เด็กขอบเนเดียว อาจจะมีพี่เลี้ยงอยู่ข้างๆ แต่ยังไม่ ต้องการเพื่อนเล่น อาจมีการเฝ้าดูคนอื่นๆเล่นและนักเข้าใจว่า ของเล่นของฉันคือของ เล่นของฉัน และของเล่น ของคนอื่นก็เป็นของฉันเช่นกัน เด็กคนอื่นมาเล่นไม่ได้

2.การเล่นคู่ขนาน (Parallel Play)

พบในเด็กอายุประมาณ 3 ปี เป็นช่วงที่เด็กเริ่มสังเกตและสนใจคนอื่นเล่น ยังพอใจการเล่นคนเดียว ยอมให้มีเพื่อนเล่นอยู่ข้างๆ ได้บ้าง แต่เป็นการเล่นแบบต่างคนต่างเล่น ไม่เล่นด้วยกัน

3.การเล่นกับเพื่อน (Associative Play)

เด็กเริ่มมีความสัมพันธ์ระหว่างกลุ่ม พบเนื้อ อายุประมาณ 4 ปี ซึ่งเด็กจะมีพัฒนาการทางสังคมเพิ่มขึ้น เด็กในวัยนี้นักเข้าใจว่าของเล่นฉันคือของฉัน เธอสามารถเล่นได้แต่ต้องคืน ทำให้เด็กเรียนรู้การแบ่งบัน ถ้อยทีถ้อยอาศัย และพูดคุยปรึกษากันเล่นกันได้

4.การเล่นรวมกันเป็นกลุ่ม (Cooperative Play)พบกันเล่นแบบนี้ในเด็กอายุตั้งแต่ 5 ปีขึ้นไป เพราะเด็กวัยนี่ได้เรียนรู้และเข้าใจถึงกฎเกณฑ์กติการู้จักการแพ้ชนะการใช้เหตุผลและการแก้ปัญหาซึ่งไว้ที่พ่อแม่ควรปลูกฝังคุณธรรมและคติกาทาง สังคมควบคู่ ไปพร้อมกับการเล่น

หลักการประเมินพัฒนาการบองเด็กตามหลักสูตรการศึกษาปฐมวัย พุทธศักราช 2560 มีดังนี้

การประเมินพัฒนาการเด็กอายุต่ำกว่า 3 ปี ควรประเมินให้ครอบคลุมครบทุกช่วงอายุ เพราะ ช่วงวัย นี้มีการเปลี่ยนแปลงรวดเร็ว อีกทั้งมีความเลี่ยงต่อสภาพความผิดปกติต่าง 1 จึงจำเป็นต้องเฝ้าระวังและติดตาม ดูแลอย่างใกลัชิดพ่อแม่ผู้เลี้ยงคูหรือผู้ที่เกี่ยวข้องกับการอบรมเลี้ยงดูควรสังเกตพัฒนาการเด็กโดยคำนึงถึงความแตกต่างระหว่างบุคคลหากพบความผิดปกติต้องรีบพาไปพบแพทย์หรือผู้ที่มีความรู้ความเชี่ยวชาญเกี่ยวกับพัฒนาการ

เด็ก เพื่อหาทางแก้ไขหรือบำบัดฟื้นฟูโดยเร็วที่สุดหลักในการประเมินพัฒนาการมีดังนี้

1.ประเมินพัฒนาการของเด็กครบทุกด้าน

2.ประเมินเป็นรายบุคคลอย่างสม่ำเสมอต่อเนื่อง

3.ประเมินด้วยวิธีการที่หลากหลายซึ่งวิธีการประเมินที่เหมาะสมกับเด็กอายุต่ำกว่า 3

ปีมีการ สังเกต พฤติกรรมของเด็กในกิจกรรมต่าง 1 และกิจวัตรประจำวันการบันทึก

พฤติกรรมการสนทนาการสัมภาษณ์เด็กและผู้ใคล้ชิดและการวิเคราะห์ข้อมูลจากผล

งานเด็ก

4.บันทึกพัฒนาการลงในสมุดบันทึกสุขภาพแม่และเด็ก(เล่มสีชมพู)และใช้คู่มือการ

เฝ้าระวังและส่งเสรีมพัฒนาการเด็กปฐมวัย(DSPM)ของกรมอนามยกระทรวง

สาธารณสุข หรือของหน่วยงานอื่น

5.นำผลที่ได้จากการประเมินพัฒนาการไปพิจารณาลัดกิจกรรมเพื่อเปิดโอกาสให้

เด็กคนนี้ และมี พัฒนาการเหมาะสมตามวัย

เทคนิคที่เหมาะสมในการประเมินพัฒนาการด้านสังคม

การประเมินพัฒนาการและการเรียนรู้เป็นองค์ประกอบที่สำคัญอย่างยิ่งในการพัฒนาเด็กปฐมวัยเป็นกระบวนการรวบรวมข้อมูลเกี่ยวกับทั้งในเชิงปริมาณพฤติกรรมและความสามารถของเด็กในด้านต่างๆและเชิงคุณภาพอย่างต่อเนื่อง แล้วนำมาเรียบเรียงอย่างเป็นระบบเพื่อใช้เป็นข้อมูลในการ ตัดสินใจเกี่ยวกับ เด็กหรือการคัดประสบการณ์ให้แก่เด็กการประเมินพัฒนาการและการเรียนรู้เป็นสิ่งที่ควรเกิดขึ้นควบคู่ไปกับการจัดประสบการณ์ ตามปกติในกิจวัตรประจำวัน ครูที่ประเมินอย่างต่อเนื่องและเป็นระบบจะสามารถใช้หลักสูตขและจัดประสบการณ์ได้อย่างเหมาะสมกับวัย และความแตกต่างระหว่างบุคคลของเด็ก

 ภาพการเข้าร่วมกิจกรรม

 


สรุปความรู้จากการนำเสนอกลุ่มที่ 7

การประเมินพัฒนาการด้านปัญญา :ทักษะการคิดและการคิดแบบต่างๆของเด็กปฐมวัย

การนํา เสนอเทคนิควิธีและ เครื่องมือที่ใช้ในการประเมิน

 

การคิดหมายถึงการคิดเป็นกระบวนการของสมองในการประมวลข้อมูลความรู้ไปสู่การอธิบาย การประยุกต์ การขยายและการสร้างใหม่

ทักษะการคิดสำหรับเด็กปฐมวัย

การคิดสำหรับเด็กปฐมวัยใช้คำถามเพื่อกระตุ้นกระบวนการคิดในขณะทำกิจกรรมหรือการจัดประสบการณ์ทางวิทยาศาสตร์ว่าเป็นหัวใจสำคัญของการส่งเสริมให้เด็กได้คิด วิเคราะห์ สังกต และเปรียบเทียบ

ความสำคัญของการคิด

1.การคิดช่วยให้เด็กปฐมวัยได้รู้จักการได้แก้ไขปัญหาอย่างมีเหตุผล

2.การคิดเกิดขึ้นได้ขณะที่เด็กฝึกทักษะ

3.การคิดช่วยให้สามารถเรียนรู้ด้วยตนเอง

4.การคิดช่วยให้เด็กมีโอกาศหาคำตอบในการแก้ปัญหา

ประเภทของการคิด

1.ทักษะการคิดพื้นฐานแบ่งทักษะการสื่อความหมายและทักษะกาคิดที่เป็นแกนหรือทักษะการคิดทั่วไป

1.1ทักษะการสื่อความหมาย

ทักษะการสื่อความหมาย หมายถึง ทักษะการรับสารที่แสดงถึงความคิดของผู้อื่นที่เข้ามาเพื่อรับรู้ตีความจดจำ

1.2ทักษะการคิดที่เป็นเกณฑ์หรือทักษะการคิดทั่วไป หมายถึง ทักษะการคิดที่จำเป็นต้องใช้อยู่เสมอในการดำรงชีวิตประจำวันและพื้นฐานการคิดชั้นสูงที่มีความสลับซับซ้อนตลอดจนการใช้ชีวิตอย่างมีคุณภาพ ทักษะการคิดที่เป็นแกน ประกอบด้วย

.การสังเกต

.การสำรวจ

.การระบุ

.การจัดลำดับ

.การสรุป

2.ทักษะการคิดชั้นสูงหรือทักษะการคิดที่ซับซ้อน

ทักษะการคิดชั้นสูงหรือทักษะการคิดที่ซับซ้อน หมายถึง ทักษะการคิดที่มีขั้นตอนหลากหลายขั้นและต้องอาศัยทักษะการสื่อสารความหมายและทักษะการ คิดที่เป็นแกนหลายๆทักษะ ในแต่ละขั้น

ลักษณะการคิด

ลักษณะการคิด คือ รูปแบบของการคิดที่ประกอบด้วยทักษะการคิดหลายๆทักษะ ลักษณะการคิดแต่ล่ะลักษณะประกอบด้วยทักษะการคิดที่แตกต่างกันทำให้จุดมุ่งหมายของการคิดแตกต่างกันไป

1.การคิดคลองหลากหลาย

2.การคิดวิเคาระห์และคิดผสมผสาน

3.การคิดริเริ่ม

4.การคิดละเอียดชัดเจน

5.การคิดอย่างมีเหตุผล

6.การคิดกว้างและรอบคอบ

7.การคิดไกล

8.การคิดลึกซึ้ง

9.การคิดดี คิดถูกทาง

การจัดประสบการณ์ที่สร้างเสริมการคิดของเด็กปฐมวัย

1.จัดประสบการณ์ที่มีความหมายต่อเด็กและสะท้อนเหตุการณ์เกิดขึ้นในชีวิตจริง

2.ส่งเสริมปฎิสัมพันธ์ทางสังคมโดยการเปิดโอกาศให้เด็กได้คุย สนทนา

3.จัดกิจกรรมการเรียนรู้ที่เชื่อมโยงกับประสบการณ์เดิม

4.คำนึงถึงอารมณ์และความรู้สึกของเด็ก

กิจกรรมสร้างเสริมการคิดของเด็กปฐมวัย

กิจกรรมการเล่นการเล่น เป็นวิธีการเรียนรู้ที่สำคัญในชีวิตเด็ก ช่วยสร้างเสริมความสามารถในการคิดการสื่อสาร

กิจกรรมศิลปะกิจกรรมศิลปะ เป็นกิจกรรมที่เด็กมีโอกาศได้แสดงออกด้านความคิด ความรู้สึก

กิจกรรมเคลื่อนไหวและจังหวะเด็กวัยนี้มีพลังมาก ไม่ชอบอยู่นิ่งต้องการออกกำลังกายกิจกรรมเคลื่อนไหว

กิจกรรมคณิตศาสตร์ครูควรส่งเสริมให้เด็กได้สำรวจให้เหตุผลและคิดแก้ปัญหา เด็กจำเป็นต้อง สร้างความเข้าใจทางคณิตศาสตร์

 ภาพการเข้าร่วมกิจกรรม

 





สรุปความรู้จากการนำเสนอกลุ่มที่ 8

การประเมินพัฒนาการด้านปัญญา :ความคิดสร้างสรรค์ของเด็กปฐมวัย

การนําเสนอเทคนิควิธีและ เครื่องมือที่ใช้ในการประเมิน

ลักษณะพัฒนาการทางสติปัญญา

เด็กปฐมวัยชอบพูดชอบแสดงความคิดเห็น ซอบซักถาม และแก้ปัญหา ดังนั้นสั่งแวดล้อมจึงมีความสำคัญที่จะยั่วยุให้เด็กมีพัฒนาการทางสตัปัญญาความคิดความสามารถที่เกี่ยวกับสติปัญญาของเด็กปฐมวัยที่สามารถสังเกตได้จากพฤติกรรม ได้แก่ สามารถจำสั่งของต่าง ฯ และเรียกชื่อได้ถูกต้องเช่น สั่งของที่อยู่ใกล้ตัว ผงไม้สัตว์ที่รู้จักของใช้ต่าง ฯ เป็นต้นมาสามารถจำแนกความเหมือน ความแตกต่างของสั่งต่าง * ได้สามารถเรียงลำดับสั่งต่าง ๆ ได้เราสามารถดูพัฒนาการของสติปัญญาได้โดยวิธีสังเกต พฤติกรรม องค์ประกอบที่จะทำให้เราสามารถสังเกตพฤติกรรมเด็กเพื่อดูพัฒนาการทางสติปัญญา ประกอบด้วย

1.การเล่นของเด็กโดยการเปิดโอกาสหรือสร้างสถานการณ์ให้เด็กได้ล่นแสดงบฤติกรรม เช่นการเล่นสิ่งของหรือแสดงออกโดยการวาดภาพ ใช้สัตกแต่งสิ่งต่าง ฯ เป็นต้น การเล่นนี้ทำให้เด็กเนอิดเพอินสามารถแสดงพฤติกรรมได้อย่างเสริทำให้เราสังเกตพฤติกรรมได้อย่างกว้าง

2.การใช้ภาษาของเด็กความสามารถทางภาษาเกี่ยวข้องงก็บสติปัญญาของคนเราอย่างมากการวัดความสามารถทางภาษาของเด็กนั้นต้องสังเกตโดยการฟังคำพูดของเด็กความสามารถในการใช้ภาษาของเด็กปฐมวัยระหว่างอายุ3 - 6 ปีสามารถสรุปได้ดังตารางต่อไปนั้น

ความหมายคริมคิดสร้างสรรค์

ความคิดสร้างสรรค์ (Creativity) เป็นตักยภาพทางสมองที่มีอยู่ในทุก ๆ คน และเป็นสิ่งที่มีส่วน ช่วยให้เกิดอารยธรรมต่าง ๆ ขึ้นในสังคมมนุษย์ ทำให้เกิดการคันพบ การประดิษฐ์อุปกรณ์หรือเทคโนโอ มากมายที่ช่วยอำนวยความสะดวกให้กับเรา การศึกษาคันคว้าเรื่องความคิดสร้างสรรค์นั้นได้กระทำกันอย่าง แพร่หลายในรอบ 20 ปีที่ผ่านมา โดยเฉพาอย่างยิ่งหลังจากที่กอฟอร์ดได้พัฒนาทฤษฎีโครงสร้างทาง สติปัญญาขึ้นมา ซึ่งมีผู้ให้นิยามของ

ความคิดสร้างสรรค์ในหลายแง่หลายมุมด้วยกันลักษณะพฤติกรรมของเด็กที่มีความคิดสร้างสรรค์เด็กทุกคนมีความคิดสร้างสรค์แต่ระดับความคิดสร้างสรรค์ของเด็กแตกต่างกันขึ้นอยู่กับการที่เด็กจะได้รับการกระตุ้นหรือส่งเสริมให้ความสามารถทางด้าน ความคิดสร้างสรรค์ได้น้อยมากขึ้นเพียงใด ถ้าเด็กได้รับโอกาสให้แสดงออกอย่างปออดภัยและเหมาะสม ก็จะทำให้ความคิดสร้างสรรค์ของเด็กมีพัฒนาการสูงขั้น ความคิดสร้างสรรค์ จำเป็นต้องได้รับการพัฒนาอย่างต่อเนื่องกันในช่วงปฐมวัยหรือโดยเฉพาะช่วงก่อนวัยเรียนเป็นระยะที่เด็กกำลังเรียนพัฒนาความคิดสร้างสรรค์เด็กที่มีความคิดสร้างสรรค์สูง จะเติบโตเป็นผู้ใหญ่ที่มีความคิดสร้างสรรค์สูงต่อไป ถ้าได้รับการส่งเสริมให้สมรรถภาพทางด้านความคิดสร้างสรรค์ได้พัฒนาอย่างต่อเนื่องและเต็มที่

ลักษณะพฤติกรรมทางด้านความคิดสร้างสรรค์ มีดังนี้

(1) มีความอยากรู้อยากเห็น และสนใจสิ่งใหม่ๆ

(2) ชอบซักถามสำรวจ ทดลอง

(3) กล้าเสี่ยง

(4) กล้าแสดงออก

(5) มีความคิดริเริ่ม

(6) ไม่ชอบคอ้อยตามผู้อื่นนอย่างง่าย ฯ

(1) กล้าและศรัทธาที่จะเผชิญกับสิ่งใหม่ๆ

(8) มีความคิดยืดหยุ่นทั้งความคิดและการกระทำสามารถคิดตัดแปองแก้ไขวิธีการและทำงาน

ได้อย่างเหมาะสม

(9) ทำงานเพื่อความสุขของตนเองมิได้หวังผลตอบแทนหรือการยกย่องจากคนอื่น

ความสำคัญของพัฒนาการด้านสติปัญญา : ความคิดสร้างสรรค์

ความสำคัญของพัฒนาการด้านสติปัญญาความคิดสร้างสรรค์

ความคิดสร้างสรรค์มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อตนเองแอะสังคม โดยมีผู้กล่าวถึงความสำคัญของ

ความคิดสร้างสรรค์ไว้หลากหอาย ดังนี้

อารี รังสินันท์ (2526, หน้า 5) และเจอร์ซีล (Jersild, 1972, pp. 153-158; อ้างถึงใน

อารี พันธ์มณี, 2546, หน้า 156-157) กว่าวว่า ความคิดสร้างสรรค์มีความสำคัญในการช่วยส่ง

เสริมเด็ก ในด้านต่างๆ มีประโยชน์ทั้งต่อตัวเด็กและสังคม ดังนั้น

ความสําคัญต่อตัวเด็ก

1. ลดความเครียดทางอารมณ์ บุคคลที่มีความคิดสร้างสรรค์ต้องการแสดงออก อย่างอิสระทั้งความคิดและการปฏิบัติ มีความมุ่งมั่นจริงจังในสิ่งที่คิด หากได้ทําตามที่คิดจะทําให้ลดความเครียดและความกังวล 

2. มีความสนุกสนาน เพลิดเพลินและเป็นสุข บุคคลที่มีความคิดสร้างสรรค์ เมื่อได้ทําสิ่งที่ตนได้คิดได้เล่นได้ทดลองกับความคิดจะรู้สึกพอใจตื่นเต้นกับผลงานที่เกิดขึ้นจะทํางานอย่างเพลิดเพลินทุ่มเทอย่างจริงจัง และเต็มกําลังความสามารถและทําอย่างเป็นสุข แม้จะเป็นงานหนักแต่จะเป็นเรื่องที่ง่ายและเบา จะเห็นได้ว่าการทํางานของศิลปิน นักวิทยาศาสตร์และนักสร้างสรรค์ สาขาต่าง ๆ จะใช้เวลาทํางานติดต่อกันครั้งละหลายๆ ชั่วโมง และทําอย่างต่อเนื่องนานหลายปีจนค้นพบ บางสิ่งบางอย่างที่สามารถผลิตผลงานสร้างสรรค์ขึ้นมาได้

3. มีความภาคภูมิใจและเชื่อมั่นในตนเอง การได้ทําในสิ่งที่ตนคิด ได้ทดลอง ได้ปฏิบัติจริงเมื่องานนั้นประสบความสําเร็จจะทําให้บุคคล เกิดความภาคภูมิใจและเชื่อมั่นในตนเองหากงาน

นั้นไม่สําเร็จบุคคลที่มีความคิดสร้างสรรค์จะเข้าใจและยอมรับผลที่เกิดขึ้น ได้เรียนรู้และ ค้นพบบางสิ่งบางอย่างความไม่สําเร็จช่วงนี้จะเป็นพื้นฐานให้เกิดความมานะพยายามและมีความกล้า ที่จะก้าวไปข้างหน้าเพื่อความสําเร็จต่อไป

4. สร้างนิสัยในการทํางานที่ดี ขณะที่เด็กทํางาน เด็กจะได้เรียนรู้การทํางาน ที่เป็นระเบียบและนิสัยที่ดีในการทํางานโดยครูชี้แนะ และหัดให้เด็กมีวินัย เช่น รู้จักเก็บของเข้าที่ล้างมือเมื่อทํางานเสร็จ

5.เปิดโอกาสให้เด็กได้สํารวจ คันคว้าทดลอง เด็กจะชอบทํากิจกรรมและใช้วัสดุ ต่างกันเพื่อสร้างสิ่งต่าง ๆ ซึ่งเป็นโอกาสที่เด็กจะใช้ความคิดริเริ่มและจินตนาการของเขาสร้างสิ่งใหม่ขึ้นโดยครูควรจัดหาวัสดุไว้ให้เด็กมีโอกาสพัฒนาการทดลองของตน เช่น กล่องยาสีฟันเปลือกไข่และ เศษวัสดุเหลือใช้เพื่อให้เขาฝึกสมมติเป็นนักก่อสร้างหรือสถาปนิก

ความสําคัญต่อสังคม

1. ทําให้สังคมเกิดการเปลี่ยนแปลง เพราะผลงานสร้างสรรค์นํามาซึ่งความแปลกใหม่ทําให้สังคมเจริญก้าวหน้า ถ้าสังคมหยุดนิ่งจะทําให้สังคมนั้นล้าหลัง

2. คิดประดิษฐ์สิ่งของเครื่องใช้และเครื่องอํานวยความสะดวก เช่น เครื่องจักรกล รถแทรกเตอร์รถยนต์ เครื่องวิดน้ำเครื่องนวดข้าว เครื่องเก็บผลไม้ เครื่องบด สิ่งเหล่านี้ ช่วยในการผ่อนแรงของมนุษย์ได้มาก ช่วยลดความเหนื่อยยากลําบากได้มาก และไม่ต้องทํางานหนักทําให้ชีวิตมีความสุขมากขึ้น

3. ช่วยให้เกิดความสะดวกสบาย รวดเร็ว เช่น การค้นพบรถจักรยานยนต์ เรือที่ใช้เครื่องจักรรถไฟ เครื่องบิน ยานอวกาศ ทําให้การคมนาคม ติดต่อกัน การเดินทางขนส่งสะดวกสบาย ก่อให้เกิดการแลกเปลี่ยนความรู้ ความคิด ความเข้าใจกันมากยิ่งขึ้น

4. เพิ่มความปลอดภัยในชีวิตและการมีชีวิตที่ยืนยาวขึ้น การค้นพบทางการแพทย์วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ทําให้ชีวิตมนุษย์ไม่ต้องเสี่ยงอันตราย การค้นพบยารักษาโรควัณโรค เป็นต้นการค้นพบความรู้ใหม่ๆ ในเรื่องโภชนาการ การออกกํา ลังกาย การดูแลสุขภาพอนามัย ทั้งร่างกายและ จิตใจ ทําให้คนมีชีวิตยืนยาวขึ้น

5. ช่วยประหยัดแรงงานและเศรษฐกิจ ผลการค้นพบในด้านต่าง ๆ ทางวิทยาศาสตร์เทคโนโลยีการแพทย์ การศึกษา การเกษตรช่วยให้มนุษย์มีเวลามากขึ้นสามารถนํา พลังงานไปใช้ทําอย่างอื่นเพื่อก่อให้เกิดรายได้และเพิ่มพูนเศรษฐกิจได้มากขึ้น มีเวลาหาความรู้ ชื่นชมกับความงาม สุนทรียภาพและศิลปะได้มากยิ่งขึ้น

6. ช่วยในการแก้ปัญหาสังคม เนื่องจากสภาพสังคมเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว จํา เป็นต้องคิดหรือหาวิธีใหม่ๆ มาใช้ในการแก้ปัญหาที่เพิ่มมากขึ้นให้หมดไป

7. ช่วยให้เกิดความเจริญก้าวหน้าและดํารงไว้ซึ่งมนุษยชาติ ความคิดสร้างสรรค์ ด้านวิทยาศาสตร์การแพทย์ ศิลปะ เทคโนโลยี เศรษฐกิจ การเมือง การปกครอง เป็นต้น ช่วยยกมาตรฐานการดํารงชีวิต ทําให้มนุษย์เป็นสุขและสามารถสร้างสรรค์สังคมให้เจริญขึ้นตามลําดับความคิดสร้างสรรค์ให้ความสนุกสนานและความพอใจของเด็ก และมีอิทธิพลต่อบุคลิกภาพ ของเด็กมาก

หลักการประเมินพัฒนาการด้านสติปัญญา : ความคิดสร้างสรรค์

หลักการสําคัญของการดําเนินการประเมินพัฒนาการตามหลักสูตรการศึกษาปฐมวัยพุทธศักราช2560สถานศึกษาที่จัดการศึกษาปฐมวัยควรคํานึงถึงหลักสําคัญของการดําเนินงานการประเมินพัฒนาการตามหลักสูตรการศึกษาปฐมวัย สําหรับเด็กปฐมวัยอายุ 3-6 ปี ดังนี้

1.ผู้สอนเป็นผู้รับผิดชอบการประเมินพัฒนาการเด็กปฐมวัย โดยเปิดโอกาสให้ผู้ที่เกี่ยวข้องมีส่วนร่วม

2.การประเมินพัฒนาการ มีจุดมุ่งหมายของการประเมินเพื่อพัฒนาความก้าวหน้าของเด็กและสรุปผลการประเมินพัฒนาการของเด็ก ตัวบ่งชี้ สภาพที่พึงประสงค์แต่ละวัยซึ่งกําหนดไว้ในหลักสูตรสถานศึกษาปฐมวัย

3. การประเมินพัฒนาการต้องมีความสอดคล้องและครอบคลุมมาตรฐานคุณลักษณะที่พึงประสงค์

4. การประเมินพัฒนาการเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการจัดประสบการณ์การเรียนรู้ต้องดํา เนินการ ด้วยเทคนิควิธีการที่หลากหลาย เพื่อให้สามารถประเมินพัฒนาการเด็กได้อย่างรอบด้านสมดุลทั้งด้านร่างกาย อารมณ์ จิตใจสังคม และสติปัญญา รวมทั้งระดับอายุของเด็ก โดยตั้งอยู่บนพื้นฐานของความเที่ยงตรง ยุติธรรมและเชื่อถือได้

5. การประเมินพัฒนาการพิจารณาจากพัฒนาการตามวัยของเด็ก การสังเกตพฤติกรรมการเรียนรู้และการร่วมกิจกรรม ควบคู่ไปในกระบวนการจัดประสบการณ์การเรียนรู้ตามความเหมาะสมของแต่ละ ระดับอายุ และรูปแบบการจัดการศึกษา และต้องดําเนินการประเมินอย่างต่อเนื่อง

6. การประเมินพัฒนาการต้องเปิด โอกาสให้ผู้มีส่วนเกี่ยวข้องทุกฝ่ายได้สะท้อนและตรวจสอบผล การประเมินพัฒนาการศึกษาควรจัดทําเอกสารบันทึกผลการประเมินพัฒนาการของเด็กปฐมวัยในระดับชั้นเรียน และระดับสถานศึกษา เช่น แบบบันทึกการประเมินพัฒนาการตามหน่วยการจัดประสบการณ์ สมุดบันทึก ผลการประเมินพัฒนาการประจําชั้น เพื่อเป็นหลักฐานการประเมินและรายงานผลพัฒนาการและสมุด รายงานประจําตัวนักเรียน เพื่อเป็นการสื่อสารข้อมูลการพัฒนาการเด็กระหว่างสถานศึกษากับบ้านการประเมินพัฒนาการด้านสติปัญญาประกอบด้วย การประเมินความสามารถในการสนทนาโต้ตอบและเล่าเรื่องให้ผู้อื่นเข้าใจความสามารถในการอ่าน เขียนภาพ และสัญญาลักษณ์ความสามารถในการ คิดรวบยอด การคิดเชิงเหตุผลการคิดแก้ปัญหาและตัดสินใจ การทํางานศิลปะการแสดงทํา ท่าทาง/เคลื่อนไหว ตามจินตนาการและความคิดสร้างสรรค์การมีเจตคติที่ดีต่อการเรียนรู้และความสามารถในการแสวงหาความรู้

เทคนิควิธีที่เหมาะสมในการประเมินพัฒนาการด้านสติปัญญา : ความคิดสร้างสรรค์

วิธีการที่เหมาะสมและนิยมใช้ในการประเมินเด็กปฐมวัยมีด้วยกันหลายวิธี ดังต่อไปนี้ การประเมินพัฒนาการทางค้านสติปัญญา สามารถประเมินได้ด้วยวิธีการต่างๆ ดังนี้

1. การสังเกตและจดบันทึก เนื่องจากพัฒนาการทางด้านสติปัญญาของเด็กเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วและ เห็นได้ชัด การสังเกตและบันทึกข้อมูลต่างๆเกี่ยวกับเด็กเพื่อให้ทราบการเปลี่ยนแปลงและพัฒนาการทางด้านความคิด การใช้เหตุผลและภาษาของเด็ก ตัวอย่างเช่นการจดบันทึกเหตุการณ์คําพูด พฤติกรรมของเด็กโดยมีขั้นตอนในการจดบันทึก 3 ขั้นตอน ดังนี้

1.ขั้นตอนแรก เป็นการบันทึกเหตุการณ์หรือ สถานการณ์ที่เกิดขึ้นจริง

2.ขั้นตอนที่สอง เป็นการบันทึกความรู้สึกและความคิดเห็นส่วนตน

3.ขั้นตอนสุดท้าย เป็นการตีความและแปลความหมาย รวมถึงการสรุปพฤติกรรมการเรียนรู้ของเด็ก

2. การสัมภาษณ์พูดคุยสนทนากับเด็ก การสัมภาษณ์พูดคุยกับเด็กวัยต่าง ๆ กันช่วยให้ครูเข้าใจกระบวนการคิด ของเด็กมากขึ้น ว่ากระบวนการคิดของเด็ก พัฒนาอย่างไร รวมถึงการสัมภาษณ์พูดคุยกับผู้ปกครองเกี่ยวกับการพัฒนาต่างๆ ของเด็กในขณะที่อยู่บ้านด้วย

3. การถามคําถามวิธีการถามคําถามเด็กมีหลายวิธีด้วยกัน ทั้งการใช้คําถาม ทางตรงและทางอ้อม เพื่อให้เด็ก ได้แสดงออกเกี่ยวกับตัวเองในการถามคําถามเด็ก ครูควรตระหนักถึงสิ่งแวดล้อมรอบตัวเด็กกิจกรรมที่นําไปสู่คําถามและรูปแบบคําถามที่ครูใช้ เพราะคําถามจะมีส่วนในการกระตุ้นการเรียนรู้กระบวนการคิดและการแสดงความรู้สึกต่างๆ ในตัวเด็ก

หนูทํา เป็นรูป อะไรคะบอกครูได้ไหม

หนูวาดเป็นรูป อะไรคะบอกครูได้ไหม

หนูปั้นเป็นรูป อะไรคะบอกครูได้ไหม

4. การใช้แบบทดสอบ เป็นวิธีการที่ต้องระมัดระวังอย่างยิ่ง การใช้แบบทดสอบเพียงอย่างเดียวไม่อาจช่วยให้ ครูทราบถึงพัฒนาการทางด้านสติปัญญาของเด็กแต่ละคนได้ ขณะเดียวกันกระบวนการสร้างแบบทดสอบ เป็นเรื่องที่ละเอียดอ่อน ครูจําเป็นต้องเข้าใจพัฒนาการและระดับความสามารถของเด็ก ที่ตนต้องการ ทดสอบเป็นอย่างดี การใช้แบบทดสอบทางสติปัญญากับเด็กปฐมวัยจําเป็นต้องใช้ควบคู่กับเครื่องมือชนิดอื่นๆเสมอ

5. การดูจากผลงานเด็กผลงานที่หลากหลายจะบ่งบอกถึงพัฒนาการหลายๆ ด้านของเด็กโดยเฉพาะพัฒนาการทางด้านสติปัญญา เช่น ในการวาดภาพของเด็ก มีการเลือกใช้รูปทรงทางคณิตศาสตร์ต่างๆก็แสดงว่าเด็กมีการรับรู้ เรื่องรูปทรงได้บ้างแล้วหรือแม้แต่การที่เด็กวาดภาพได้หลากหลายก็แสดงว่าเด็ก เกิดการเรียนรู้ จากสิ่งแวดล้อมมากตามไปด้วย ดังนั้น ผลงานของเด็กจึงมีความสําคัญอย่างมากสามารถบ่งบอกถึงระดับพัฒนาการด้านสติปัญญาได้

 ภาพการเข้าร่วมกิจกรรม

 







สรุปความรู้จากการนำเสนอกลุ่มที่ 9

การประเมินพัฒนาการด้านปัญญา :ทักษะทางภาษา (ฟัง พูด อ่าน เขียน)การรู้หนังสือขั้นต้น ของเด็กปฐมวัย

การนําเสนอเทคนิควิธีและ เครื่องมือที่ใช้ในการประเมิน

ลักษณะพัฒนาการทางสติปัญญาของเด็กปฐมวัย

พัฒนาการทางสติปัญญาของเด็กวัย 1 ปี รู้จักเชื่อมโยงคํา พูดกับการกระทําชอบฟังคํา ซ้ำๆ เสียงสูงๆ ต่ำ ๆ รู้ว่าทํา ท่าต่าง ๆ เป็นสัญลักษณ์ของวัตถุนั้น ๆเริ่มพูดเป็นคํา ใหม่ ค้นหาที่ปิดซ่อนจากสายตาได้ รู้จักชื่อตนเอง แสดงความ

คิด จินตนาการ กล่าวคือพูดเกี่ยวกับการกระทําอยู่ เข้าใจคํา พูดง่ายๆ พูดเป็นคํา ได้มากขึ้น ทักทายโดยใช้เสียงท่าทาง สนใจสํา รวจ สิ่งรอบตัว หัดขีดเขียนเส้นยุ่งๆได้ มีความสนใจกับของบางอย่างนาน 2-5 นาที ชอบดูหนังสือภาพชอบฟังบทกลอน นิทาน เริ่มประโยคคํา ถาม อยากรู้ อยากเห็น ขีดเขียนเส้นตรงเป็นแนวดิ่งได้ วางของซ้อนกันลงได้4-6ชิ้น

พัฒนาการทางสติปัญญาของเด็กวัย 2 ปี

เป็นวัยที่อยากรู้อยากเห็นสนใจค้นคว้า สำรวจสิ่งต่าง ๆ รอบตัว เรียนรู้สิ่งต่าง ๆ โดยการเลียนแบบผู้ที่อยู่ใกล้ชิดหรือเด็กอื่น มีช่วงความสนใจกับบางอย่างได้นาน 3-5 นาทีชอบดูหนังสือภาพ ฟังบทกลอน นิทาน คำคล้องจอง รู้จักซักถามสิ่งที่สงสัยโดยใช้ประโยคคำ ถาม ว่า "อะไร"

พัฒนาการทางสติปัญญาของเด็กวัย 3 ปี

 เป็นวัยที่อยากรู้อยากเห็นทุกอย่างรอบตัว สำรวจสิ่งต่าง ๆ ที่เหมือนกันและต่างกันได้ เรียนรู้จากการสังเกตและ

เลียนแบบผู้อื่น จำแนกสิ่งต่าง ๆด้วยประสาทสัมผัสทั้งห้า

พัฒนาการทางสติปัญญาของเด็กวัย 4 ปี

 บอกชื่อและนามสกุลของตนเองเด็กในวัยนี้เรียนรู้สิ่งต่าง ๆ ด้วยการจำแนกด้วยประสาทสัมผัสทั้งห้า สำรวจและทดลองเล่นกับสิ่งของหรือ ของเล่นต่าง ๆ ตามคิดของตนเอง พยายามแก้ปัญหาด้วยตนเองหลังจากได้รับคำชี้แนะ

พัฒนาการทางสติปัญญาของเด็กระหว่าง 5-6 ปี

ด้านสติปัญญา สามารถฟังเรื่องราวและถ่ายทอดให้ผู้อื่นฟังได้บอกชื่อ นามสกุล และอายุของตนเอง สร้างผลงานตามความคิดขอตนเอง โดยมีรายละเอียดเพิ่มขึ้นและแปลกใหม่ พยายามหาวิธีแก้ปัญหาด้วยตนเอง

ความสำคัญของภาษาสำหรับเด็กปฐมวัย

ภาษามีความสำคัญต่อเด็กปฐมวัย เพราะภาษาเป็นเครื่องมือที่ทำให้เกิดการเรียนรู้ เป็นพฤติกรรมชนิดหนึ่งช่วยให้เด็กมีพัฒนาการทางสังคม เกิดความอบอุ่น เด็กมีแนวคิดตลอดจนความรู้สึกต่าง ๆ ที่อยู่รอบข้าง เด็กสามารถสร้าง

จินตนาการในสมองซึ่งก่อให้เกิดการทดลองขึ้น เด็กสามารถสร้างจินตนาการถึงวัตถุนั้นจะอยู่นอกสายตาหรืออยู่ในอดีต เด็กสามารถทำการทดลองให้สมองและทำได้เร็วกว่าการจัดกระทำกับวัตถุนั้นจริงๆ

การประเมินพัฒนาการและการเรียนรู้ภาษาสำหรับเด็กปฐมวัย

การประเมินพัฒนาการและการเรียนรู้สำหรับเด็กปฐมวัยเป็นการประเมินเด็ก อย่างรอบด้านเป็นระบบ ครอบคลุมพัฒนาการอย่างสม่ำเสมอต่อเนื่องตามสภาพจริง จากผู้ปฏิบัติในกิจวัตรประจำวัน ซึ่งเป็นการประเมินเด็กเป็นรายบุคคล การประเมินเด็กปฐมวัยจึงมีความแตกต่างจากการประเมินเด็กในระดับอื่นที่สูงขึ้น เนื่องจากเด็กปฐมวัยมีธรรมชาติการเรียนรู้ต่างจากเด็กวัยอื่น การประเมินตามสภาพจริงจึงเป็นการประเมินสมสำหรับเด็กปฐมวัย โดยครูจะต้องตรวจสอบ และประเมินอย่างระมัดระวัง เพื่อให้บรรลุวัตถุประสงค์ที่วางไว้ และเหมาะสมกับการส่งเสริมและพัฒนาเด็กอย่างต่อเนื่องและสอดคล้องกับธรรมชาติและพัฒนาการของเด็กปฐมวัยจึงจำเป็นต้องเข้าใจการประเมินพัฒนาการและการเรียนรู้เพื่อนำไปปรับใช้ให้เหมาะสมกับเด็กปฐมวัยต่อไป

แนวทางการประเมินพัฒนาการทางภาษาของเด็กปฐมวัยตามสภาพจริง

1. สร้างเครื่องมือการประเมินที่เหมาะสมกับธรรมชาติของการเรียนรู้ภาษาของเด็ก

2. กำหนดเครื่องมือในการประเมินที่หลากหลายการประเมินพัฒนาการทางภาษาของเด็ก

ปฐมวัย คือการสังเกตการณ์สนทนากับเด็กและบันทึกอย่างเป็นระบบวิธี

3. บูรณาการการสอนกับการประเมิน คือ ครูต้องทบทวนว่าจะประเมินพัฒนาการทาง

ภาหาในตัวบ่งชี้ใ โดยเลือกใช้เครื่องมือประเมินชนิดใด ในช่วงเวลาใดในกิจกรรม

ประจำวันที่จัดขึ้นการวางแผนการประเมินที่เหมาะสม

4. เน้นที่ความก้าวหน้าของเด็กในการประเมินพัฒนาการทางภาษา ครูควรบันทึกสิ่ง

ที่เด็กสามารถทำได้เพื่อเป็นการประเมินความก้าวหน้าของเด็กไม่ควรมุ่งสังเกตสิ่งที่

เด็กยังไม่สามารถทำได้การทราบสิ่งที่เด็กสามารถทำได้

5. ให้ความสนใจทั้งกระบวนการและผลผลิตขณะที่เด็กร่วมกิจกรรมทางภาษา ครูควร

ให้ความสนใจกับกระบนการในการใช้ภาหาของเด็ก เช่น ขณะที่เด็กกำลังลงชื่อมา

โรงเรียนเมื่อครูสังเกตกระบวนการทำงานของเด็กจะพบว่าเด็กบางคนใช้วิธีคัดลอก

ชื่อของตนโดยมองจากชื่อที่ปักที่เสื้อทำให้ผลงานการเขียนมีลักษณะกลับหัว บางคน

เขียนได้อย่างคล่องแคล่วจากความจำ ของตนเอง

6. ประเมินจากบริบทที่หลากหลาย ครูจำเป็นต้องปรับประเมินพัฒนาการทางด้าน

ภาษาของเด็ก จากบริเวณที่หลากหลายเพื่อให้ได้ผลการประเมินที่ตรงตามสภาพจริง

7. ประเมินเด็กเป็นรายบุคคลการประเมินพัฒนาการทางภาษา ครูต้องเฝ้าสังเกต

เด็กแต่ละคนเพื่อให้รู้จักเด็กเป็นรายบุคคล

8. ให้เด็กมีโอกาสประเมินตนเองเด็ก ควรได้รับการกระตุ้นให้คิดไตร่ตรองเพื่อ

ประเมินความก้าวหน้าของตนเอง

 การจัดทำสารนิทัศน์ด้วยการรวบรวมข้อมูลกับการพัฒนาการเรียนรู้ของเด็ก เป็น

รายบุคคลนำมาไตร่ตรองและใช้ให้เป็นประโยชน์ต่อการพัฒนาเด็ก

วิธีการและเครื่องมือการประเมินภาษาและการรู้หนังสือสำหรับเด็กปฐมวัย

เก็บรวบรวมข้อมูลควบคู่กับการจัดประสบการณ์โดยวิธีการเก็บรวบรวมข้อมูลที่

เกี่ยวกับ พัฒนาการและการเรียนรู้ของเด็กมีดังนี้

1. การสังเกตและบันทึกพฤติกรรมหรือคำพูดของเด็กครูควรใช้เวลาในการ

สังเกต และเฝ้าดูเด็กเพื่อให้ทราบว่าเด็กแต่ละคนมีจุดเด่นความต้องการความสนใจ

และต้องการความ ช่วยเหลือในเรื่องใด

2. การสนทนากับเด็กครูสามารถใช้การสนทนากับเด็กได้ทั้งแบบรายบุคคล และเป็นกลุ่มตัวอย่างสอดคล้องกับกิจวัตรประจํา วันเพื่อประเมินความสามารถในการแสดงความคิดเห็น พัฒนาการด้านการใช้ภาษาฯลฯ เช่น เมื่อครู

เล่านิทานให้เด็กฟังครูอาจถามคํา ถามให้เด็กแสดงความ คิดเห็นจากเรื่องที่ฟังเพื่อให้รู้ความคิดของเด็ก ทั้งนี้ผู้ควรจดบันทึกคํา พูดของเด็กไว้เพื่อการวิเคราะห์

การประเมินพัฒนาการเด็กปฐมวัยด้านการฟังและการพูด

ในเรื่องนี้จะกล่าวถึงขอบข่ายวิธีการประเมิน และเครื่องมือที่ใช้ในการประเมิน ดังมีราย

ละเอียดต่อไปนี้

1. ขอบข่ายของการประเมินพัฒนาการเด็กปฐมวัยด้านการฟังและการพูด พิจารณา

จากประสบการณ์ สําคัญและสาระที่ควรเรียนรู้ด้านการฟังและการพูด ดังนี้

1.1 การฟังเสียงต่าง ๆ อย่างมีจุดมุ่งหมาย เช่น การฟังเพื่อความสนุกสนาน

การฟังเพื่อจําแนกความแตกต่าง ฯลฯ

1.2 การรับรู้เสียงที่ได้ยิน

1.3 การตระหนักถึงความหมายของเสียงในบริบทแวดล้อม

1.4 การตีความสิ่งที่ได้ยินโดยเชื่อมโยงกับความรู้เดิม

1.5 ความสามารถในการได้ยินและจับใจความ

1.6 การแสดงความคิด ความรู้สึก และความต้องการด้วยคํา พูด

1.7 การพูดกับผู้อื่นเกี่ยวกับประสบการณ์ของตนเอง

1.8 การอธิบายเกี่ยวกับสิ่งของเหตุการณ์ และความสัมพันธ์ของสิ่งต่าง ๆ

1.9 การพูดอย่างสร้างสรรค์ในการเล่นหรือการแก้ปัญหา

1.10 การเชื่อมโยงการพูดกับท่าทาง

1.11 การมีประสบการณ์ในการรอคอยจังหวะที่เหมาะสมในการพูด

1.12 คํา ศัพท์ที่เกี่ยวข้องกับชีวิตประจําวันของเด็ก

 

1.13 การเรียงลําดับคํา ต่าง ๆ เพื่อใช้ในการสื่อสารให้ผู้อื่นเข้าใจ

1.14 การใช้คํา พูดที่เป็นที่ยอมรับ หรือคํา พูดที่สุภาพ

1.15 การใช้คํา พูดให้เหมาะสมกับบุคคลที่ต้องการสื่อสารด้วย

2. วิธีการประเมินพัฒนาการเด็กปฐมวัยด้านการฟังและการพูดในการประเมิน

พัฒนาการเด็กปฐมวัยด้านการฟังและการพูดสามารถประเมินได้หลายวิธี แต่วิธีที่นิยม

ใช้กันมากที่สุดมี 2 วิธี ดังนี้

2.1 การสังเกตและบันทึกพฤติกรรม

2.2 การสัมภาษณ์เป็นการเปิดโอกาสให้ครูได้ซักถามเด็กในสิ่งที่ต้องการทราบทําให้ครูมีโอกาสสังเกตพฤติกรรมการฟังและการพูด การใช้คํา ท่าทาง การเคลื่อนไหวของตา น้ำเสียง

3. เครื่องมือที่ใช้ในการประเมินพัฒนาการเด็กปฐมวัยด้านการฟังและการพูด

3.1 แบบสังเกตและบันทึกพฤติกรรม มีหลากหลายลักษณะด้วยกัน ดังนี้

3.1.1 แบบบันทึกระเบียนพฤติการณ์ เป็นการเขียน บันทึกแบบสั้นบรรยายพฤติกรรมการฟังและการพูดของเด็กตามเหตุการณ์ ทีเกิดขึ้นจริงใน

สถานการณ์ ต่าง ๆ และการบันทึกนี้จะไม่มีการแปลความหมายพฤติกรรมในขณะที่สังเกต

3.1.2 แบบตรวจสอบรายการ เป็นการบันทึกพฤติกรรมด้านการฟังและการพูดของเด็ก โดยการตรวจสอบรายการพฤติกรรมด้านการฟังและการพูดที่เกิดขึ้นและไม่เกิดขึ้นของเด็ก ทั้งนี้รายการพฤติกรรมที่กํา หนดไว้จะต้องแสดงถึงรายละเอียดของพฤติกรรมที่ต้องการสังเกตอย่างเป็นรูปธรรม เช่น การปฏิบัติตามคํา สั่งการสนทนาโต้ตอบเล่าเรื่องให้ผู้อื่นเข้าใจ ฯลฯ

3.1.3 แบบประเมินค่าหรือมาตรประมาณค่าเป็นเครื่องมือที่มีการตัดสินใจเกี่ยวกับการแสดงพฤติกรรมของเด็กตามระดับความสามารถที่แสดงออกจริงซึ่งบอกถึงระดับคุณภาพของพฤติกรรม ครูสามารถนํา ไปใช้ประเมินพฤติกรรมด้านการฟังและการพูดของเด็ก เพื่อประเมินคุณภาพของพฤติกรรมด้านการฟังและการพูด

3.2 แบบสัมภาษณ์ เป็นการประเมินโดยการให้ครูได้สัมภาษณ์หรือซักถาม

พ่อแม่ ผู้ปกครองเกี่ยวกับพฤติกรรมการฟังและการพูดของเด็กเมื่ออยู่ที่บ้าน การประเมินลักษณะนี้ทํา ให้ครู ได้ข้อมูลเกี่ยวกับพฤติกรรมการฟังและการพูดเพิ่มเติมนอกเหนือจากที่โรงเรียน

การประเมินพัฒนาการเด็กปฐมวัยด้านการอ่านและการเขียน

การประเมินในด้านนี้จะกล่าวถึงขอบข่ายวิธีการประเมิน และเครื่องมือที่ใช้ในการ

ประเมิน ดังมีรายละเอียดต่อไปนี้

1. ขอบข่ายของการประเมินพัฒนาการเด็กปฐมวัยด้านการอ่านและการเขียน พิจารณา

จากประสบการณ์ สําคัญและสาระที่ควรเรียนรู้ด้านการอ่านและการเขียน ดังตัวอย่างต่อไปนี้

 

1.1 การอ่านหลายรูปแบบ เช่น การอ่านภาพจากหนังสือนิทาน การอ่านเครื่องหมายการอ่านสัญลักษณ์ หรือการอ่านเรื่องราวที่เด็กสนใจ

1.2 การใช้หนังสือ เช่น การรู้ทิศทางในการถือหนังสือ การรู้ส่วนประกอบของหนังสือ และการรู้ทิศทางในการอ่าน

1.3 การใช้ตัวอักษร เช่น การรู้ว่าการอ่านกับการเขียนสัมพันธ์กัน การรู้จักคําการรู้ว่าคํา คืออะไร การรู้จักตัวอักษรตัวแรกและตัวสุดท้ายของคํา และการรู้รูปร่างและทิศทางของตัวอักษร

1.4 การใช้เครื่องหมายวรรคตอน เช่น การรู้ความหมายของเครื่องหมายคําพูด เครื่องหมายคํา ถาม

1.5 การใช้สิ่งชี้แนะในการคาดคะเนและตรวจสอบการคาดคะเนโดยอาศัยภาพ ความหมายของคํา โครงสร้างของประโยค

1.6 การเขียนหลายรูปแบบ เช่น การเขียนภาพ การเขียนขีดเขี่ยนการเขียนคล้ายตัวอักษรการเขียนเหมือนสัญลักษณ์

1.7 การสร้างสัญลักษณ์ภาษาเขียน เช่น การสร้างภาพ หรือข้อความด้วยการวาด

การลอก การจํา มาเขียนทั้งที่ไม่ถูกต้องสมบูรณ์และถูกต้องสมบูรณ์ การคิดพยัญชนะขึ้นแทน เสียงของคํา ตลอดจนการคิดสะกดคํา

1.8 ทิศทางการเขียน เช่น การจัดเรียงตํา แหน่งของสิ่งที่เขียน ตั้งแต่การจัดเรียงตามแนวตั้งและแนวนอนอย่างสะเปะละปะ การเขียนจากซ้ายไปขวา และบนลงล่างอย่างสม่ำ เสมอ

1.9 วิธีถ่ายทอดความหมายของสัญลักษณ์ภาษาเขียน เช่น การแสดงความหมาย

ของภาพหรือข้อความที่ตนเขียนให้ผู้อื่นรับรู้ด้วยการบอกให้ครูช่วยเขียนให้ เขียนเองบางส่วน ตลอดจนเขียนเองทั้งหมด

1.10 ความซับซ้อนของความหมาย เช่น ความชัดเจนละเอียดละออ และครอบคลุมความหมายที่ต้องการสื่อ โดยใช้หน่วยไวยากรณ์ที่เป็นตัวอักษร คํา หรือประโยคง่าย

2. วิธีการประเมินพัฒนาการเด็กปฐมวัยด้านการอ่านและการเขียน ในการประเมิน

พัฒนาการเด็กปฐมวัยด้านการอ่านและการเขียนสามารถประเมินได้หลายวิธี แต่วิธีที่

นิยมใช้กันมากที่สุด คือการสังเกตและบันทึกพฤติกรรม ซึ่งเป็นการสังเกตพฤติกรรม

การอ่านและการเขียนผ่านการทํา กิจกรรมหลัก เช่น กิจกรรมสร้างสรรค์ กิจกรรมเสรี รวมถึงสถานการณ์ที่

เกี่ยวกับการใช้ภาษา

3. เครื่องมือที่ใช้ในการประเมินพัฒนาการเด็กปฐมวัยด้านการอ่านและการเขียน ในการประเมินพัฒนาการเด็กปฐมวัยด้านการอ่านและการเขียน สามารถใช้เครื่องมือประเมินได้หลากหลายชนิดในที่นี้ได้แบ่งตามวิธีการประเมิน คือการสังเกตและบันทึกพฤติกรรมซึ่งมีหลากหลายลักษณะ

3.1 แบบตรวจสอบรายการ เป็นแบบบันทึกที่ใช้บันทึกพฤติกรรมการอ่านและการเขียนของเด็กในลักษณะพฤติกรรมที่เกิดขึ้นและไม่เกิดขึ้น ทั้งนี้รายการพฤติกรรมจะต้องแสดงถึงรายละเอียดของพฤติกรรมการอ่านและการเขียนให้ชัดเจน เป็นรูปธรรมและสอดคล้องกับพฤติกรรมที่ต้องการสํารวจ

3.2 แบบบันทึกแบบสั้น เป็นการบันทึกพฤติกรรมการอ่านและการเขียนใน ลักษณะสั้นๆแต่คงไว้ด้วยรายละเอียดสําคัญ โดยใช้วลีหรือประโยคสั้นๆ ที่แสดงถึงพฤติกรรมการอ่านและการเขียน ละเว้นคํา ที่ไม่จํา เป็นและใช้การเขียนย่อในรูปแบบต่าง 1 การเขียนลักษณะนี้จะเขียนแบบสั้นๆ ใช้เนื้อที่การเขียนน้อ ยการบันทึกในลักษณะนี้

สามารถนํามาใช้ได้หลากหลายรูปแบบ

3.3 แบบบันทึกแบบย่อ เป็นการบันทึกข้อมูลแบบย่อเพื่อช่วยจดจํา พฤติกรรม เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเกี่ยวกับพฤติกรรมการอ่านและการเขียน แบบบันที่กลักษณะนี้เป็นที่นิยมใช้ในห้องเรียน เนื่องจากใช้เวลาน้อยและสะดวกในการช่วยจดจํา ข้อมูล แบบบันทึกแบบย่อจะไม่มีรูปแบบ การบันทึกที่ตายตัวสามารถจดลงในสมุดบันทึกส่วนตัว บนป้ายสติ๊กเกอร์บนกระดาษการ์ดแบบแข็งขนาดเล็ก หรือบนกระดาษโน้ตหัวกาว

 ภาพการเข้าร่วมกิจกรรม

 





สรุปความรู้จากการนำเสนอกลุ่มที่ 10

การประเมินพัฒนาการด้านปัญญา :ทักษะพื้นฐานความสามารถด้านคณิตศาสตร์ของเด็กปฐมวัย

การนํา เสนอเทคนิควิธีและ เครื่องมือที่ใช้ในการประเมิน

ประเมินพัฒนาการทางด้านสติปัญญาทักษะพื้นฐานทางคณิตศาสตร์ของเด็กปฐมวัยหลักการและการประเมินการนำเสนอเครื่องมือที่ใช้ในการประเมิน

ความหมายของทักษะพื้นฐานทางคณิตศาสตร์

ทักษะพื้นฐานทางคณิตศาสตร์คือความรู้เบื้องต้นที่เด็กควรจะได้รับรู้และมีประสบการณ์และได้รับการฝึกฝนในเรื่องของการสังเกต

ความสำคัญของความพร้อมทักษะพื้นฐานทางคณิตศาสตร์

คณิตศาสตร์มีความสำคัญต่อชีวิตประจำวันของทุกคนดังนั้นเด็กปฐมวัยจึงควรได้รับการส่งเสริมและเรียนรู้พื้นฐานทางคณิตศาสตร์จากประสบการณ์ชีวิตประจำวันที่เรียนจากสิ่งง่ายไปยาก

แนวทางส่งเสริมทักษะพื้นฐานทางคณิตศาสตร์

ในการส่งเสริมทักษะทางคณิตศาสตร์ ได้มีผู้กล่าวถึงหลักในการส่งเสริมดังนี้คือ

1.เด็กเรียนรู้จากประสบการณ์โดยตรง จากจริงจะต้องหาอุปกรณ์ซึ่งเป็นจริงให้มากที่สุด

1.1ขั้นใช้ของจริงเมื่อจะให้เด็กนับหรือเปรียบเทียบเช่น ผลไม้ ดินสอ

1.2ขั้นรูปภาพแทนของจริง

2.เริ่มจากสิ่งง่ายๆใกล้ตัวเด็กจากง่ายไปหายาก

3.สร้างความเข้าใจและรู้ความหมายมากกว่าการให้จำโดยให้เด็กค้นคว้าเอง

4.ฝึกให้คิดจากปัญหาในชีวิตประจำวันของเด็ก

5.จัดกิจกรรมให้เด็กเกิดความสนุกสนานและได้รับความรู้ไปด้วย

6.เด็กปฐมวัยควรจะทราบว่าสิ่งต่างๆนั้นย่อมมีความเหมือนและต่างกันในเรื่องสี ขนาด

7.เด็กปฐมวัยควรจะเข้าใจใหญ่ตรงข้ามกับเล็ก       

พัฒนาการทางสติปัญญาของเด็กปฐมวัยตามลำดับขั้นแนวคิดของเพียเจต์ดังนี้

1.ขั้นประสาทรับรู้และการเคลื่อนไหวพัฒนาการขั้นนี้อยู่ในช่วงเด็กแรกเกิดถึงอายุ2ปีเด็กเรียนรู้จากการลองผิดลองถูกโดยเริ่มจากการตอบรับผลสะท้อนและปรับเปลี่ยนเด็กให้เข้ากับสิ่งแวดล้อม

2.ขั้นก่อนปฎิบัติการคิดพัฒนาการขั้นนี้อยู่ในช่วงอายุ2-7ปี โดยที่เมื่อเด็กอายุ2-4ปี เด็กยังยึดตนเองเป็นศูนย์กลางมีขีดจำกัดในการรับรู้สามารถเข้าใจในมิติเดียว

เพียเจต์จัดลำดับความคิดความเข้าใจเกี่ยวกับ คณิตศาสตร์ของเด็กปฐมวัยตามระดับพัฒนาการดังนี้

1.การจัดหมวดหมู่

2.การเรียงลำดับ

3.มิติสัมพันธ์

4.ความสัมพันธ์เกี่ยวกับเวลา

5.การอนุรักษ์หรือการคงที่ด้านปริมาณ

เทคนิควิธีการประเมินผลพัฒนาการเด็กปฐมวัย

1.การสังเกตพฤติกรรม

1.1แบบบันทึกพฤติกรรม การสังเกตและบันทึกพัฒนาการเด็กสามารถใช้แบบง่ายๆโดยใช้วิธีการบันทึกเหตุการณ์เฉพาะอย่าง

1.2 แบบบันทึกการสังเกตพฤติกรรม

ในการสังเกตพฤติกรรมเด็กเป็นวิธีการที่ผู้สอนใช้ในการศึกษาพัฒนาของเด็กเมื่อมีการสังเกตต้องมีการบันทึก

1.3แบบบันทึกรายวัน

เป็นการบันทึกเหตุการณ์หรือประสบการณ์ที่เกิดขึ้นในชั้นเรียนทุกวัน

1.4 แบบประเมินผลพัฒนาการ เป็นวิธีการที่ต้องการใช้การสังเกตพฤติกรรมเด็กและบันทึกสิ่งที่สังเกตเห็นตามรายการที่กำหนดขึ้น

2.การสัมภาษณ์

2.1การกำหนดจุดมุ่งหมาย และวางแผนการสัมภาษณ์

2.2เตรียมตัวและเตรียมเครื่องมือ

2.3ผู้สัมภาษณ์ควรเป็นผู้ฟังที่ดี

3.การเขียนบันทึกเกี่ยวกับตัวเด็ก

การเขียนเรื่องราวสั้นๆเกี่ยวกับตัวเด็กจากเหตุการณ์ที่ความหมายทั้งกับตัวครูและตัวเด็กการเลือกเหตุการณ์ที่นำมาเขียนบ่งบอกถึงการให้ความสำคัญของครูต่อพฤติกรรมเด็กและช่วยให้ครูตอบคำถามที่ตนอยากรู้ได้ดีขึ้น

4.แฟ้มสะสมผลงานเด็ก

แฟ้มสะสมผลงานเด็ก เป็นส่วนหนึ่งของการเก็บรวบรวมและตีความข้อมูลต่างๆเกี่ยวกับเด็กเพื่อใช้ประเมินผลดังนั้นแฟ้มผลงานเด็กถือเป็นวิธีการเก็บรวบรวมข้อมูลเกี่ยวกับพัฒนาการและการเรียนรู้ของเด็กที่มีจุดประสงค์และกระทำอย่างต่อเนื่องสมํ่าเสมอ

5.การใช้แบบประเมินผลพัฒนาการ

เป็นวิธีการหนึ่งที่ช่วยให้ครูเข้าใจพฤติกรรมเด็กได้ดีขึ้นการใช้แบบประเมินผล พัฒนาการนั้นครูประจำชั้น จะต้องตั้งวัตถุประสงค์ว่าต้องการจะศึกษาอะไร

6.การเขียนบันทึก

เป็นการบันทึกประสบการณ์ที่เกิดขึ้นในชั้นเรียนในบางครั้งการเขียนบันทึกอาจเน้นเฉพาะเด็กรายที่ต้องการศึกษาหรือเฉพาะศูนย์การเรียนหนึ่งๆ

7.การใช้แบบทดสอบ

เป็นเครื่องมือที่พัฒนาขึ้นเพื่อประเมินความสัมพันธ์ในกลุ่มและความสัมพันธ์ทางสังคมของเด็กปฐมวัยทำให้ครูทราบว่าเด็กในชั้นของตนมีความสัมพันธ์ทางสังคมเป็นอย่างไร

 ภาพการเข้าร่วมกิจกรรม

 





สรุปความรู้จากการนำเสนอกลุ่มที่ 12

การประเมินพัฒนาการด้านปัญญา :พหุปัญญา ของเด็กปฐมวัย

การนํา เสนอเทคนิควิธีและ เครื่องมือที่ใช้ในการประเมิน

พัฒนาการทางสติปัญญานั้น คือความสามารถทางสมองของบุคคลที่แสดงออกในความสามารถ เช่น ในการจำ การคิด ภาษา ความจำ การแก้ปัญหา และความสามารถในการปรับตัวเข้ากับสิ่งแวดล้อมได้อย่างเหมาะสมและมีประสิทธิภาพ ความสามารถทางสติปัญญาได้มาจากพันธุกรรมและสิ่งแวดล้อมซึ่งพัฒนาขึ้นเรื่อย ๆและสามารถวัดได้ด้วยเครื่องมือทดสอบทางด้านสติปัญญา

ความหมายพหุปัญญา

พหุปัญญา หมายถึง ความสามารถทางปัญญาของคนที่แสดงออกมาในรูปแบบต่าง ๆ ที่จะคันหาแก้ปัญหาและสร้างผลผลิตที่มีคุณค่าเป็นที่ยอมรับของสังคม ซึ่งเป็นผลมาจากการควบคุมโดยสมองแต่ละส่วนโดย

แต่ละคนจะมีความสามารถที่แตกต่างกัน เด่นในบ้างด้น และด้อยในบางด้านสิ่งแวดล้อมและการอบรมเลี้ยงดูที่เหมาะสมจะช่วยส่งเสริมให้พัฒนาความสามารถทางสติปัญญาในการปรับตัวเข้ากับสิ่งแวดล้อมและ

สังคมได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ประเภทของพหุปัญญา

ความสามารถทางพหุปัญญา (Multiple Intelligence) หมายถึง ความสามารถทางเชาว์ปัญญาของแต่ ละบุคคลที่แสดงออกมา รวมไปถึงการแก้ไขปัญหาต่าง ๆ ที่หลากหลายขึ้นอยู่กับความผสมผสานกันระหว่าง พันธุกรรมและสิ่งแวดล้อม โดยในแต่ละด้านนั้นสามารถพัฒนาได้อย่างมีประสิทธิภาพHoward Gardner (1983 อ้างถึงใน อารี สัณฉวี,2535 ได้จำแนกความสามารถทางเชาว์ปัญญาไว้ 7 ด้านและภายหลังได้เพิ่มอีก 2

1.ปัญญาด้านภาษา (Linguistic Intelligence) คือ ผู้ที่มีความสามารถในการใช้ภาษา

ที่สูง เช่น นักหนังสือพิมพ์นักเล่านิทานกวีนักกฎหมายบุคคลที่เก่งทางด้านนี้จะใช้คำพูด

ในการให้ความ บันเทิงการโต้เยง การสั่งสอนปัญญาด้านนี้ยังรวมถึงความสามารถใน

ด้านการกระทำที่เกี่ยวกับโครงสร้างของภาษาเสียงและเรื่องที่ เกี่ยวกับภาษา เช่น การ

หว่านล้อม เป็นต้น

2.ปัญญาด้านตรรกะ-คณิตศาสตร์ (Logical-Mathematical Intelligence) คือ ผู้ที่มีความสามารถสูงในการใช้ตัวเลข เช่น นักบัญชี นักคณิตศาสตร์นักสถิติและผู้ให้เหตุผลที่ดี เช่นนักวิทยาศาสตร์นักตรรกศาสตร์นักจัดทำโปรแกรมคอมพิวเตอร์นอกจากนี้ปัญญาด้านนี้ยังรวมถึงความไวในการมองเห็น ความสัมพันธ์แบบ แผนตรรกวิทยาการคิดเชิงนามธรรมและการคิดที่เป็นเหตุผล และการคิดคาดการณ์วิธีการ ที่ใช้ในการคิดได้แก่ การจำแนกประเภท การจัดหมวดหมู่ การสันนิษฐาน สรุปการคิดคำนวณ การตั้งสมมติฐานมักจะใช้ชีวิต อย่างมีเหตุผล

3.ปัญญาด้านมิติสัมพันธ์ (Spatial Intelligence) คือ ความสามารถในการมองเห็นพื้นที่ ได้แก่ นายพราน ลูกเสือ ผู้นำทางและสามารปรับปรุงวิธีการใช้เนื้อที่ได้ดี เช่น

 

สถาปนิก มัณฑนากร ศิลปิน นักประดิษฐ์ปัญญาด้านนี้รวมไปถึงความไวต่อสี่เส้น รูปร่างเนื้อที่ และความสัมพันธ์ระหว่างสิ่งเหล่านั้น นอกจากนี้ยังหมายถึงความสามารถ ที่จะมองเห็นและแสดงออกเป็นรูปร่างถึงสิ่งที่เห็นและความคิดเกี่ยวกับ พื้นที่

4.ปัญญาด้านร่างกายและการเคลื่อนไหว (Bodily Kinesthetic Intelligence) คือความสามารถในการใช้ร่างกายของต้นแสดงความคิดความรู้สึก ได้แก่ นักแสดง นักแสดงท่าใบ้ นักกีฬา นักฟ้อนรำ และความสามารถในการใช้มือประดิษฐ์ เช่น นักปั้น ช่างซ่อมรถยนต์ ศัลยแพทย์ ปัญญาด้านนี้รวมถึง ทักษะทางกาย เช่น ความ คล่องแคล่วความแข็งแรง ความรวดเร็ว ความยึดหยุ่น ความประณีต และความไวทางประสาทสัมผัส

5.สติปัญญาด้านดนตรี (Musical Intelligence) คือ ความสามารถทางด้านดนตรีแก่ นักแต่งเพลง นักวิจารณ์ดนตรี ปัญญานี้รวมถึงความไวในเรื่องขทำนอง เสียง ตลอดจนความสามารถ ในการเข้าใจ และวิเคราะห์ดนตรี

6.ปัญญาด้านความเข้าใจระหว่างบุคคล (Interpersonal Intelligence) คือ ความสามารถในการเข้าใจ อารมณ์ความรู้สึก ความคิดและเจตนาของผู้อื่น ทั้งนี้รวมถึงความไวในการสังเกตน้ำเสียงใบหน้า ท่าทาง ทั้งยังมี ความสามารถสูงในการรู้ถึงลักษณะต่าง ๆของสัมพันธภาพของมนุษย์ และความสามารถตอบสนองได้อย่าง เหมาะสมและมีประสิทธิภาพ เช่น ความสามารถทำให้บุคคลหรือกลุ่มชน

7.ปัญญาด้านต้นเองหรือความเข้าใจตนเอง (Intrapersonal Inteligence) คือ ความสามารถใน การรู้จักตนเองและสามารถประพฤติปฏิบัติตนได้ด้วยตนเอง ความสามารถในการรู้จักตนเอง ได้แก่การรู้จัก ตนเองตามความเป็นจริง เช่น มีจุดอ่อนจุดแข็งในเรื่องใดมีความรู้เท่าทันอารมณ์ความคิดความปรารถนาของตน มี ความสามารถในการฝึกฝนตนเองและเข้าใจตนเอง

8.ปัญญาด้านธรรมชาติ (Naturalist Intelligence) คือ การเข้าใจการเปลี่ยนแปลงของธรรมชาติและ ปรากฎการณ์ทางธรรมชาติเข้าใจความสำคัญของตนเองกับสิ่งแวดล้อม และตระหนักถึงความสามารของตนเอง ที่จะมีส่วนช่วยในการอนุรักษ์ธรรมชาติเข้าใจถึงพัฒนาการมนุษย์ และการดำรงชีวิตของมนุษย์ตั้งแต่เกิดจนตาย เข้าใจและจำแนกความเหมือนกันของสิ่งของเข้าใจการหมุนเวียนเปลี่ยนแปลงของสสาร

9.ปัญญาด้านอัตถภวนิยม จิตนิยม หรือการดำรงคงอยู่ของชีวิต (Existential

Intelligence) เป็น สติปัญญาที่ การ์ดเนอร์ได้นำเสนอไว้ในปี ค.ศ. 1999 ในหนังสือชื่อInteligence Reframed และสรุปว่าเป็น เชาว์ปัญญาด้าน หนึ่งในปี 2004 ในหนังสือChanging Mind (เยาวพา เดชะคุปต์, 2544)คือ บุคคลที่มีความไวและความสามารถในการจับประเด็นคำถาม ที่เกี่ยวกับการ

ดำรงคงอยู่ของมนุษย์สามารถรับรู้บทบาทและการดำรงอยู่ของตนเองเข้าใจเกี่ยวกับหลักปรัชญา และตั้งคำถามเพื่อยืนยันความเข้าใจเกี่ยวกับตนเองอย่างลึกซึ้งเข้าใจ ความสัมพันธ์ของ ร่างกาย จิตใจ และความเป็นจริงบนโลก

หลักการประเมินพัฒนาการด้วนบหูปัญญาตลอดเวลาที่ผู้สอนจัดกิจกรรมการเรียนรู้ต้องมีการประเมินผลตาม

ถานการณ์จริงโดยประเมินตลอดการจัดการเรียนรู้ของผู้สอน โดยบันทึกผลการสอน ปัญหา อุปสรรคและข้อเสนอแนะไว้หลังแผนการจัดการเรียนรู้ และประเมินผลผู้เรียนโดยเตรียมการล่วงหน้าว่าจะประเมินอะไรประเมินอย่างไรประเมินเมื่อใด ประเมินใคร และประเมินโดยใคร การประเมินจะประเมินตลอดเวลาที่จัดกิจกรรม 1. การสังเกตพฤติกรรมเด็ก

การสังเกตอาจเกิดขึ้นเป็นกิจวัตประจำวันอย่างไม่เป็นทางการ หรืออาจมีการสังเกตอย่างเป็นทางการหรืออย่างเป็นระบบ การสังเกตเด็กอย่างเป็นระบบเกิดขึ้นสภาพจริงการจัดชั้นเรียนหนึ่งๆองค์ประกอบของการบันทึกการสังเกตพฤติกรรม

1.การบรรยายเหตุการณ์ สถานการณ์ที่เกิดขึ้น คือการบรรยายเหตุการณ์หรือ

สถานการณ์ที่กำลังดำเนินการอยู่อย่างตรงไปตรงมาให้มากที่สุด

2.ความรู้สึกและความคิดเห็นส่วนตน

3.การตีความ แปลความตลอดถึงการสรุปพฤติกรรมการเรียนรู้จากข้อมูลที่ได้จากการสังเกตหลักในการบันทึกการสังเกตเรียนรู้

2. การใช้แบบทดสอบ (Test)

การใช้แบบทดสอบเป็นการทดสอบเพื่อต้องการทราบความรู้สึกของเด็กปฐมวัยโดยการสร้างสถานการณ์ (รูปภาพ มาถาม แล้วให้เด็กตอบโดยเลือกรูปที่แสดงอารมณ์ต่างๆ กันทั้งนี้เพื่อประเมินความรู้สึกนิกคิดของเด็กที่มีต่อเหตุการณ์ต่าง ๆ เช่น แบบทดสอบประเมินพัฒนาการด้านภาษา แบบทดสอบประเมินพัฒนาการด้นสติปัญญาแบบทดสอบประเมินด้านการสังคมแบบทดสอบทักษะพื้นฐาน ทางคณิตศาสตร์

3. แบบสำรวจรายการ (checkeist)

เป็นเครื่องมือที่ใช้ประกอบการสังเกตพฤติกรรมการปฏิบัติตามรายการที่แสดงไว้นี้รายการที่กำหนดไว้ในแบบสังเกตนี้จะต้องแสดงถึงรายละเอียดของสิ่งที่จะเป็นรูปธรรมและมักจะใช้ในการสังเกตพฤติกรรมการปฏิบัติที่แสดงถึงพฤติกรรมที่ต้องการหรือคุณลักษณะของผู้เรียนในประเด็นที่กำหนดวัตถุประสงค์ไว้ เช่น พฤติกรรมด้านความ

รับผิดชอบต่อตนเอง ในรายการของแบบบันทึกจะต้องแสดงถึงพฤติกรรมของความรับผิดชอบที่เป็นรูปธรรมและครอบคลุมความหมายตามที่นิยามไว้อย่างครบล้วน และต้องอยู่ในขอบเขตของความสามารถตามวัยของผู้เรียนแบบตรวจสอบรายการที่นำมาใช้ในการประเมิน ได้แก่แบบสังเกต พฤติกรรมที่แสดงคุณลักษณะต่างๆ ของผู้เรียน แบบวัดความรู้สึกของผู้เรียนต่อสถานการณ์ต่าง ๆ และแบบประเมินทักษะการปฏิบัติสิ่งต่าง เช่นกัน

4. การเขียนบันทึก (Journae)

เป็นการบันทึกปรสบการณ์เกิดขึ้นในชั้นเรียน ในบางครั้งการเขียนเน้นเฉพาะเด็กที่ต้องการศึกษา หรือเฉพาะศูนย์การเรียนหนึ่งๆการบันทึกประกอบด้วยเรื่องราวสั้นๆ เกี่ยวกับเด็ก

2. การเขียนบันทึกจะไม่เป็นทางการเท่ากับการสังเกตพฤติกรรมอย่างเป็นระบบ ใน

3. การสังเกตพฤติกรรมอย่างเป็นระบบ ในการบันทึกประกอบด้วยเรื่องราวสั้นๆ เกี่ยวกับเด็กในชั้เรียน

4. บันทึกความรู้สึก ความคิดเห็นได้

5. เป็นการสะท้อนความคิด วิเคราะห์ เหตุการณ์ การกระทำต่าง ๆ ของตนเอง

 ภาพการเข้าร่วมกิจกรรม





ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น

แบบประเมิน BLOG รายบุคคล

                                 แบบประเมิน BLOG รายบุคคล                               ลิ้งค์ประเมิน BLOG รายบุคคล นางสาว จุฑามาศ มาลัย htt...